รีวิว The Uprising: Andrew Garfield นำการลุกฮือชาวนาอังกฤษสู่จอแบบดิบเข้มแต่ไม่สม่ำเสมอ
The Uprising ผลงานกำกับของ Paul Greengrass หยิบเหตุการณ์กบฏชาวนาอังกฤษปี 1381 มาถ่ายทอดในโทนสมจริง เข้มข้น และเต็มไปด้วยพลังแบบ cinéma vérité โดยมี Andrew Garfield รับบทชาวนาผู้สูญเสียแทบทุกอย่างและ…

The Uprising ผลงานกำกับของ Paul Greengrass หยิบเหตุการณ์กบฏชาวนาอังกฤษปี 1381 มาถ่ายทอดในโทนสมจริง เข้มข้น และเต็มไปด้วยพลังแบบ cinéma vérité โดยมี Andrew Garfield รับบทชาวนาผู้สูญเสียแทบทุกอย่างและค่อย ๆ กลายเป็นชนวนสำคัญของการลุกฮือเพื่อต่อต้านการกดขี่ของชนชั้นปกครอง หนังเลือกเล่าเรื่องจากมุมของคนธรรมดาที่ถูกประวัติศาสตร์ทับถมมากกว่ามองภาพการเมืองในระดับสูง และยังคงเอกลักษณ์ของ Greengrass ที่มักสนใจผลกระทบของเหตุการณ์ใหญ่ต่อชีวิตคนเล็กคนน้อย
เรื่องราววางพื้นหลังไว้ในอังกฤษยุคหลังโรค Black Death ที่ผู้คนจำนวนมากเผชิญความโศกเศร้า ความยากจน และภาระภาษีที่รัฐบีบคั้นหนักขึ้นเพื่อพยุงการเงินของประเทศ ความโกรธสะสมจากระบบศักดินา การเก็บภาษีแบบไร้มนุษยธรรม และการไม่มีช่องทางให้คนสามัญยกระดับชีวิต กลายเป็นเชื้อไฟให้ชาวนาเริ่มรวมตัวเป็นกองกำลังต่อต้าน นำโดย Wat Tyler และบาทหลวงหัวก้าวหน้า John Ball ส่วนตัวละครของ Garfield แม้จะเป็นตัวละครสมมติ แต่ถูกใช้เป็นแกนกลางทางอารมณ์ของเรื่อง
จุดแข็งของหนังอยู่ที่การสร้างบรรยากาศอันหม่นหมองและกดดันของชีวิตชาวนาในยุคกลางได้อย่างสมจริง ตั้งแต่ความสิ้นหวังในชีวิตประจำวันไปจนถึงการระเบิดของความรุนแรงเมื่อฝูงชนเคลื่อนเข้าสู่ลอนดอน นักแสดงสมทบอย่าง Tom Hollander, Stephen Dillane, Stanley Townsend และ Jonny Lee Miller ช่วยทำให้ฝ่ายผู้มีอำนาจดูเย็นชาและน่ากดดัน ขณะที่ Woody Norman ในบทกษัตริย์ Richard II ถูกวางให้มีมิติและเปราะบางก่อนจะเผยด้านแข็งกร้าวในช่วงท้าย
อย่างไรก็ตาม รีวิวมองว่าหนังมีปัญหาเรื่องจังหวะและน้ำหนักของเนื้อหา เพราะพยายามบาลานซ์ระหว่างภาพรวมทางประวัติศาสตร์กับเรื่องราวส่วนตัวของตัวละครหลัก แต่ไม่ค่อยลงล็อก เมื่อการลุกฮือค่อย ๆ กลายเป็นความโกลาหลและความรุนแรงแบบไร้ทิศทาง หนังทำให้ผู้ชมเริ่มลังเลต่อความชอบธรรมของฝ่ายกบฏ แม้เจตนาของผู้สร้างจะต้องการชี้ให้เห็นว่าประวัติศาสตร์ไม่เคยขาวดำก็ตาม
อีกส่วนที่โดดเด่นคือการนำเสนอ “ระบบ” ของการกดขี่ ไม่ใช่แค่ตัวบุคคล เช่น ฉากเอกสารและงานเสมียนที่กลายเป็นทั้งอุปสรรคและกุญแจสำคัญของการเอาตัวรอด ซึ่งเพิ่มมิติให้หนังในเชิงสังคมการเมือง แต่ขณะเดียวกัน Greengrass ก็ถูกวิจารณ์เรื่องการตัดสลับภาพมุมสูงดิจิทัลที่ดูแปลกแยกจากโทนภาพจริงจังของเรื่อง ทำให้ความสมจริงที่สร้างมาอย่างดีสะดุดลงเป็นระยะ
ช่วงท้ายของ The Uprising มีความตึงเครียดและมีการดัดแปลงประวัติศาสตร์พอสมควร โดยพยายามผลักเรื่องไปสู่บทสรุปที่ปลุกเร้าอารมณ์และคล้ายหนังฮีโร่ลุกฮือแบบใหญ่โต แต่ผลลัพธ์กลับถูกมองว่าไม่ค่อยลงตัว และทิ้งความรู้สึกค้างคาแทนการปิดฉากแบบสะใจ โดยรวมแล้ว หนังถูกมองว่าแข็งแรงในด้านการแสดง บรรยากาศ และพลังดิบของฉากปะทะ แต่ยังไม่สามารถยกระดับจากงานประวัติศาสตร์เชิงเข้มข้นให้กลายเป็นงานที่สมบูรณ์ได้เต็มที่


