สตาร์ทอัพของ Laureen Meroueh เดินหน้าโรงงานผลิตเหล็กที่ถูกลงและปล่อยคาร์บอนน้อยลง
อุตสาหกรรมเหล็กเป็นหนึ่งในภาคส่วนที่เปลี่ยนแปลงช้ามากเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมอื่น โดยกระบวนการผลิตหลักยังคงพึ่งพาเตาหลอมแบบดั้งเดิมและถ่านหินมานานกว่าศตวรรษครึ่ง ผลลัพธ์คือภาคนี้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกคิด…

อุตสาหกรรมเหล็กเป็นหนึ่งในภาคส่วนที่เปลี่ยนแปลงช้ามากเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมอื่น โดยกระบวนการผลิตหลักยังคงพึ่งพาเตาหลอมแบบดั้งเดิมและถ่านหินมานานกว่าศตวรรษครึ่ง ผลลัพธ์คือภาคนี้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกคิดเป็นสัดส่วนราว 7% ของโลก ทำให้การลดคาร์บอนเป็นเรื่องยากทั้งเพราะกำไรบางและโรงงานเดิมมีอายุใช้งานยาว จึงไม่จูงใจให้ผู้ผลิตลงทุนปรับระบบใหม่ง่ายนัก
Laureen Meroueh ผู้ก่อตั้ง Hertha Metals เสนอแนวทางที่ต่างออกไป เธอพัฒนาเตาหลอมแบบใหม่ที่ทำให้การแปรรูปแร่เหล็กกลายเป็นเหล็กกล้าหลอมเหลวสำเร็จในขั้นตอนเดียว แทนกระบวนการหลายช่วงที่ซับซ้อน และเปลี่ยนจากถ่านหินมาใช้ก๊าซธรรมชาติ ผลที่เธอประเมินคือการปล่อยคาร์บอนลดลงอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง พร้อมต้นทุนต่ำกว่าวิธีผลิตเหล็กปกติราว 25% จุดขายสำคัญคือไม่ได้รอเทคโนโลยีไร้คาร์บอนสมบูรณ์แบบในอนาคต แต่พยายามลดผลกระทบของระบบผลิตเหล็กที่มีอยู่ในตอนนี้ก่อน
แนวคิดของ Hertha Metals ได้รับความสนใจจากนักลงทุนและนักวิชาการ เพราะถ้าเทคโนโลยีนี้ขยายผลได้จริง จะช่วยลดขนาดและความซับซ้อนของระบบผลิตเหล็กซึ่งใช้พลังงานสูงมากได้อย่างมีนัยสำคัญ ผู้เชี่ยวชาญมองว่าต่อให้ทำได้เพียงเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ก็ถือเป็นก้าวสำคัญแล้ว โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่มีโครงสร้างขนาดใหญ่และเปลี่ยนผ่านช้า
เส้นทางของ Meroueh เองสะท้อนภาพของผู้ก่อตั้งสายวิศวกรรมที่มุ่งแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม เธอเริ่มเรียนระดับมหาวิทยาลัยตั้งแต่อายุ 12 ปี สนใจวิศวกรรมตั้งแต่เด็ก และต่อมาจบปริญญาเอกด้านวิศวกรรมเครื่องกลจาก MIT ก่อนเคยทำสตาร์ทอัพด้านไฮโดรเจนสีเขียวมาก่อนจะตั้ง Hertha Metals ในปี 2022 ประสบการณ์ครอบครัวนักธุรกิจและพื้นเพที่เติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนการเริ่มกิจการใหม่ ทำให้การสร้างบริษัทเทคโนโลยีของตัวเองเป็นเรื่องปกติสำหรับเธอ
ปัจจุบันโรงงานต้นแบบของ Hertha ในเมือง Conroe รัฐเท็กซัส ผลิตเหล็กได้ราววันละ 1 ตัน ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่มีนัยสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมนี้ บริษัทระดมทุนได้ประมาณ 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ กรกฎาคม 2026 และนักลงทุนอย่าง Khosla Ventures มองว่าความคืบหน้าในการขยายกำลังผลิตน่าประทับใจเมื่อเทียบกับเงินทุนที่ใช้ เพราะหลายคู่แข่งใช้เงินมากกว่ามากแต่ยังผลิตเหล็กได้ในปริมาณน้อยกว่า
แผนต่อไปของบริษัทคือขยายโรงงานข้างเคียงเพื่อเพิ่มกำลังผลิตเป็น 10,000 ตันต่อปีภายในปลายปี 2027 และตั้งเป้าขยับไปถึง 500,000 ตันต่อปีภายในปี 2030 หากสร้างโรงงานเพิ่มอีกแห่งได้ แม้ยังเป็นเพียงเศษเสี้ยวของตลาดเหล็กสหรัฐฯ ที่ผลิตรวมราว 80 ล้านตันต่อปี แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าการพิสูจน์ว่าเทคโนโลยีนี้ทำงานได้จริงในระดับใช้งานจริงก็สำคัญพอๆ กับตัวเลขกำลังผลิตเอง
ภาพรวมของเรื่องนี้สะท้อนโจทย์ใหญ่ของการเปลี่ยนผ่านพลังงานในอุตสาหกรรมหนัก นั่นคือเทคโนโลยีที่ดีไม่ได้ต้องเป็นแบบ “ไร้คาร์บอนสมบูรณ์” เสมอไป หากสามารถลดการปล่อย ลดต้นทุน และปรับใช้กับโครงสร้างเดิมได้จริง ก็อาจกลายเป็นสะพานสำคัญสู่ระบบการผลิตที่สะอาดกว่าในระยะยาว

