สหรัฐฯ ขึ้นภาษีโดรนนำเข้า 100% จุดชนวนกังวลกระทบความปลอดภัยและธุรกิจ
รัฐบาลทรัมป์ประกาศมาตรการเก็บภาษีนำเข้าโดรนจากต่างประเทศในอัตรา 100% โดยมีผลตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ผ่านมา มาตรการนี้ถูกมองว่าเป็นการยกระดับนโยบายการค้าอย่างรุนแรง และทำให้เกิดเสียงวิจารณ์ว่าผลลัพธ์อาจ…

รัฐบาลทรัมป์ประกาศมาตรการเก็บภาษีนำเข้าโดรนจากต่างประเทศในอัตรา 100% โดยมีผลตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ผ่านมา มาตรการนี้ถูกมองว่าเป็นการยกระดับนโยบายการค้าอย่างรุนแรง และทำให้เกิดเสียงวิจารณ์ว่าผลลัพธ์อาจย้อนกลับมาทำร้ายทั้งความปลอดภัยสาธารณะและภาคธุรกิจในสหรัฐฯ ที่พึ่งพาโดรนจำนวนมาก
แนวทางที่สำนักงานศุลกากรและป้องกันชายแดนสหรัฐฯ เผยแพร่ระบุว่าอัตราภาษี 100% จะใช้กับโดรนนำเข้าที่มีระบบถ่ายภาพความร้อน หรือมีน้ำหนักมากกว่า 55 ปอนด์ ขณะที่โดรนขนาดเล็กกว่าก็ไม่ได้รับการยกเว้น โดยถูกเก็บภาษี 25% แทน ซึ่งหมายความว่าห่วงโซ่อุปทานโดรนในสหรัฐฯ จะได้รับผลกระทบแทบทุกระดับ ตั้งแต่รุ่นใช้งานทั่วไปไปจนถึงรุ่นเฉพาะทาง
นอกจากนี้ โดรนจากชาติพันธมิตรของสหรัฐฯ ยังถูกเก็บภาษีในอัตราที่ต่ำกว่าแต่ยังถือว่าสูงพอสมควร โดยโดรนจากสหราชอาณาจักรถูกเก็บ 10% ส่วนโดรนจากสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น ลิกเตนสไตน์ เกาหลีใต้ สวิตเซอร์แลนด์ และไต้หวัน ถูกเก็บ 15% มาตรการนี้สะท้อนว่าภาษีไม่ได้มุ่งเฉพาะประเทศคู่ขัดแย้งทางการค้า แต่ครอบคลุมผู้ผลิตจากหลายภูมิภาคที่เป็นแหล่งจัดหาอุปกรณ์สำคัญให้ตลาดสหรัฐฯ
สำหรับโดรนที่ไม่มีความอ่อนไหวเป็นพิเศษ เช่น ไม่ได้ติดตั้งเทอร์มอลอิมเมจิง และรวมถึงชิ้นส่วนของโดรน กลุ่มนี้จะถูกจัดเก็บภาษี 25% แต่จะเริ่มมีผลในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2027 ซึ่งชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลยังเปิดช่วงเปลี่ยนผ่านบางส่วน ขณะเดียวกันก็ส่งสัญญาณว่าตลาดโดรนจะเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะกลาง
นักวิจารณ์เตือนว่าภาษีในระดับนี้อาจทำให้หน่วยงานที่ต้องใช้โดรนเพื่อการกู้ภัย การตรวจสอบเหตุเพลิงไหม้ การเฝ้าระวังภัยพิบัติ และงานตำรวจเข้าถึงอุปกรณ์ได้ยากขึ้น เพราะราคาจะสูงขึ้นและตัวเลือกจากผู้ผลิตต่างประเทศลดลง พวกเขามองว่าผลกระทบไม่ได้หยุดแค่ผู้ซื้อ แต่ลามไปถึงผู้ให้บริการและผู้ประกอบการหลายพันรายที่ใช้โดรนเป็นเครื่องมือหลักในการดำเนินงาน
โดยภาพรวม มาตรการดังกล่าวตอกย้ำความขัดแย้งระหว่างเป้าหมายด้านการคุ้มครองอุตสาหกรรมในประเทศกับความต้องการอุปกรณ์เทคโนโลยีที่มีบทบาทสำคัญต่อความปลอดภัยและเศรษฐกิจดิจิทัลของสหรัฐฯ ขณะที่ยังไม่มีความชัดเจนว่าตลาดจะสามารถปรับตัวด้วยการผลิตในประเทศได้รวดเร็วเพียงใด


