TSMC เตรียมขึ้นราคาผลิตชิปปี 2027 สูงสุด 10% แต่ไม่ตามรอยตลาดแรม
TSMC ผู้ผลิตชิปตามสัญญารายใหญ่ที่สุดของโลกกำลังถูกจับตาอีกครั้ง หลังมีรายงานว่าบริษัทเตรียมปรับราคางานผลิตชิปในช่วงปี 2027 ขึ้นราว 5-10% โดยเฉพาะบริการผลิตบนโหนด 7 นาโนเมตรลงไปถึงกระบวนการที่ล้ำหน้า…

TSMC ผู้ผลิตชิปตามสัญญารายใหญ่ที่สุดของโลกกำลังถูกจับตาอีกครั้ง หลังมีรายงานว่าบริษัทเตรียมปรับราคางานผลิตชิปในช่วงปี 2027 ขึ้นราว 5-10% โดยเฉพาะบริการผลิตบนโหนด 7 นาโนเมตรลงไปถึงกระบวนการที่ล้ำหน้ากว่านั้น สาเหตุหลักมาจากต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นและภาระจากการขยายกำลังผลิตในต่างประเทศ รวมถึงโครงการโรงงานในสหรัฐฯ ที่ยังอยู่ระหว่างการพัฒนา
รายงานระบุด้วยว่า งานผลิตชิปสำหรับคอมพิวติ้งสมรรถนะสูงที่ไม่ได้อยู่ในประมาณการคำสั่งซื้อเดิมของลูกค้า อาจถูกคิดค่าพรีเมียมเพิ่มอีก 10-15% ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าความต้องการชิปประสิทธิภาพสูงยังคงเป็นตัวผลักดันราคาในห่วงโซ่อุปทาน แม้การขึ้นราคาของ TSMC ครั้งนี้จะถูกมองว่าไม่รุนแรงเท่ากับบางส่วนของอุตสาหกรรม แต่ด้วยส่วนแบ่งตลาดที่มากกว่า 70% ของตลาด foundry ทั่วโลก จึงแทบไม่มีผู้เล่นรายใหญ่รายใดหลีกเลี่ยงผลกระทบนี้ได้
บทความชี้ว่า TSMC เลือกจะปรับราคาช้ากว่ากระแสการขึ้นราคาชิ้นส่วนอื่นในอุตสาหกรรม โดยเปรียบเทียบกับตลาดหน่วยความจำที่คาดว่าราคาจะพุ่งแรงมากในปีหน้า และในช่วงที่ผ่านมาอุตสาหกรรมชิปก็ทยอยปรับขึ้นราคากันต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น AMD, Intel หรือแม้แต่สินค้าปลายทางอย่าง Mac และ iPad ที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนหน่วยความจำที่สูงขึ้น
ประเด็นที่น่าสนใจคือ ระหว่างการประชุมผลประกอบการ ประธาน TSMC อย่าง C.C. Wei ยอมรับว่าบริษัท “อิจฉา” มาร์จิ้นของผู้ผลิตหน่วยความจำที่ขยายตัวแรง แต่ย้ำชัดว่า TSMC จะไม่ขึ้นราคาแบบสุดโต่งตามตลาดแรม เพราะลูกค้าไม่สามารถรับภาระการขึ้นราคาแบบ “สี่ถึงห้าเท่า” ได้ หากทำเช่นนั้นอาจกระทบความสามารถในการดำเนินธุรกิจของลูกค้ารายใหญ่ในระยะยาว
Wei อธิบายว่าบริษัทต้องการตั้งราคาที่สะท้อนคุณค่าของเทคโนโลยีและยังคงรักษากำไรขั้นต้นให้เพียงพอต่อการลงทุนและขยายกำลังการผลิตในอนาคต แนวคิดนี้สะท้อนว่าการตั้งราคาของ TSMC ยังต้องบาลานซ์ระหว่างการเก็บเกี่ยวมูลค่าจากดีมานด์ชิปขั้นสูง กับการรักษาฐานลูกค้าและความยั่งยืนของระบบนิเวศชิปโดยรวม
โดยสรุป แม้การขึ้นราคาของ TSMC จะไม่ใช่การกระชากราคาที่รุนแรง แต่ด้วยอำนาจตลาดของบริษัท ข่าวนี้มีนัยสำคัญต่อทั้งผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในวงกว้าง เพราะต้นทุนการผลิตชิปที่สูงขึ้นมักส่งผ่านไปยังราคาสินค้าปลายทางในที่สุด


