JCB ทำสถิติความเร็วใหม่ด้วยรถพลังไฮโดรเจนบน Bonneville Salt Flats
JCB บริษัทผู้ผลิตเครื่องจักรกลหนักและอุปกรณ์การเกษตรจากสหราชอาณาจักร สร้างข่าวด้วยการทำสถิติความเร็วบนบกใหม่สำหรับรถที่ใช้พลังไฮโดรเจน โดยนำรถต้นแบบไปทดสอบที่ Bonneville Salt Flats รัฐยูทาห์ การทำ…

JCB บริษัทผู้ผลิตเครื่องจักรกลหนักและอุปกรณ์การเกษตรจากสหราชอาณาจักร สร้างข่าวด้วยการทำสถิติความเร็วบนบกใหม่สำหรับรถที่ใช้พลังไฮโดรเจน โดยนำรถต้นแบบไปทดสอบที่ Bonneville Salt Flats รัฐยูทาห์ การทำสถิตินี้เกิดขึ้นในบริบทที่วงการยานยนต์และอุตสาหกรรมกำลังมองหาทางเลือกแทนเครื่องยนต์ดีเซลและเชื้อเพลิงฟอสซิลมากขึ้น โดยเฉพาะในยุโรปที่ข้อกำหนดด้านการปล่อยคาร์บอนเข้มงวดขึ้นเรื่อย ๆ
จุดสำคัญของโครงการนี้คือ JCB เลือกเดินคนละทางกับแนวคิดรถไฮโดรเจนแบบเซลล์เชื้อเพลิง เพราะหลังจากทดลองแล้วบริษัทมองว่าเทคโนโลยีนั้นมีต้นทุนสูงและเปราะบางเกินไปสำหรับสภาพงานจริง เช่น ฟาร์มและไซต์ก่อสร้าง แทนที่จะใช้ฟิวเซลล์ บริษัทจึงหันมาพัฒนาเครื่องยนต์สันดาปที่เผาไหม้ไฮโดรเจนโดยตรง ซึ่งเริ่มทำตั้งแต่ปี 2020 เพื่อให้ยังคงจุดแข็งเรื่องความทนทานและความคุ้นเคยในการซ่อมบำรุงของเครื่องยนต์แบบเดิม
บทความชี้ว่าแนวทางเผาไหม้ไฮโดรเจนในเครื่องยนต์สันดาปภายในไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ที่ผ่านมาไม่ค่อยประสบความสำเร็จนัก เพราะไฮโดรเจนมีความหนาแน่นพลังงานต่ำกว่าน้ำมันเชื้อเพลิงทั่วไป ตัวอย่างที่ยกมาคือ BMW ที่เคยดัดแปลงเครื่อง V12 ให้ใช้ไฮโดรเจนได้ แต่ต้องแลกกับกำลังที่ลดลงอย่างมากและอัตราสิ้นเปลืองที่สูงขึ้น ส่วน Toyota ก็เคยนำรถแข่งต้นแบบที่ใช้เครื่องยนต์ไฮโดรเจนลงสนามจริง โดยอาศัยเทอร์โบช่วยชดเชยข้อจำกัดของเชื้อเพลิงชนิดนี้
กรณีของ JCB จึงสะท้อนว่าบริษัทกำลังพยายามทำให้ไฮโดรเจนใช้งานได้จริงในบริบทอุตสาหกรรม มากกว่าการมองเป็นเพียงงานโชว์เทคโนโลยี การทำสถิติความเร็วครั้งนี้ช่วยยืนยันว่าแนวทางเครื่องยนต์สันดาปไฮโดรเจนยังมีศักยภาพบางด้าน โดยเฉพาะเมื่อใช้กับการออกแบบที่เหมาะสมและมีเป้าหมายชัดเจน
อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญไม่ใช่เพียงตัวเลขความเร็ว แต่คือการแสดงให้เห็นว่าการลดคาร์บอนในเครื่องจักรกลหนักอาจไม่ได้มีคำตอบเดียว JCB กำลังเดิมพันว่าการใช้ไฮโดรเจนเผาไหม้โดยตรงจะเป็นทางเลือกที่คุ้มค่า แข็งแรง และนำไปใช้งานจริงได้ง่ายกว่าระบบไฟฟ้าหรือฟิวเซลล์ในบางกรณี ซึ่งอาจมีผลต่อทิศทางการพัฒนาเครื่องจักรและยานพาหนะสำหรับงานหนักในอนาคต


