Warcraft 3: Reforged ได้แคมเปญใหม่ Forsaken Kingdom เพิ่มเรื่องราวและโหมดภาพแบบใหม่
IGN รายงานความประทับใจช่วงต้นต่อ Forsaken Kingdom ส่วนเสริมเนื้อเรื่องใหม่ของ Warcraft 3: Reforged ที่เปิดตัวแบบเซอร์ไพรส์ในปี 2026 หลังจากภาคเสริม The Frozen Throne ผ่านมานานกว่า 23 ปี และนับเป็นคอน…

IGN รายงานความประทับใจช่วงต้นต่อ Forsaken Kingdom ส่วนเสริมเนื้อเรื่องใหม่ของ Warcraft 3: Reforged ที่เปิดตัวแบบเซอร์ไพรส์ในปี 2026 หลังจากภาคเสริม The Frozen Throne ผ่านมานานกว่า 23 ปี และนับเป็นคอนเทนต์เล่นคนเดียวใหม่ของ Blizzard ในแนว RTS ครั้งแรกในรอบหลายปี ผู้เขียนย้ำว่าการได้กลับไปสัมผัส Warcraft 3 อีกครั้งยังคงมีเสน่ห์ เพราะเกมต้นฉบับเป็นหนึ่งในผลงานแฟนตาซีที่เขาชื่นชอบที่สุด แม้ตัวรีมาสเตอร์จะมีจุดอ่อนอยู่บ้างก็ตาม
จากช่วงที่ได้เล่นประมาณหนึ่งในสี่ของแคมเปญใหม่ เนื้อหาหลักแบ่งเป็นภาคต้นเล่าเหตุการณ์ Last Days of Lordaeron 4 ภารกิจ และต่อด้วยเนื้อเรื่องหลักราว 30 ชั่วโมงโดยประมาณ ตอนต้นเรื่องเกิดขึ้นในวันเดียวกับที่ Arthas กลับจาก Northrend แล้วสังหารบิดาของตน ก่อนจะตามติด Garek Bandarion นายทหารหนุ่มที่พยายามปกป้องบ้านเกิดจาก Scourge จนไปถึงการเผชิญหน้ากับ Baron Rivendare ภารกิจช่วงนี้มีการออกแบบที่หลากหลายกว่ารูปแบบ RTS ปกติ เช่น การยึดหอคอยเพื่อเรียกกำลังเสริมอัตโนมัติ และการคุมจุดยุทธศาสตร์เพื่อปลดล็อกหน่วยรบเฉพาะ
อีกจุดเด่นคือภารกิจใน Stratholme ที่เปลี่ยนเป็นลักษณะคล้ายการลุยดันเจียน และบังคับให้ผู้เล่นควบคุมกำลังสองชุดแยกกัน ก่อนจะมารวมทีมในช่วงท้าย ทำให้เกิดจังหวะเล่นเชิงกลยุทธ์และการประสานงานมากขึ้น จากที่ผู้เขียนลองเล่น เนื้อเรื่องใหม่พยายามผสมความเป็น Warcraft 3 แบบคลาสสิกเข้ากับไอเดียเชิง RPG ที่เด่นชัดกว่าแคมเปญเสริมเก่า ๆ ของ Blizzard
ในเชิงโครงเรื่อง Garek ไม่รอดจากศึกกับ Rivendare และถูกชุบขึ้นมาเป็น Forsaken ที่มีอิสระในการตัดสินใจ ก่อนจะทำงานภายใต้คำสั่งของ Sylvanas และ Anya โดยแคมเปญหลักหมุนรอบการวางรากฐานของ Forsaken ใน Undercity ใต้ซากเมืองหลวง ขณะเดียวกันยังปูทางให้ Garek กลายเป็น Forsaken Paladin คนแรก ซึ่งเป็นแนวคิดที่ข้ามเส้นระหว่างอัศวินมนุษย์และพลังอันเดดอย่างน่าสนใจ แม้ผู้เขียนยังไม่เห็นภาพเต็มว่ามันจะพัฒนาไปอย่างไร
ด้านภาพ Forsaken Kingdom เพิ่มโหมดกราฟิกใหม่ชื่อ Definitive Edition เพื่อแก้กระแสวิจารณ์จาก Reforged เดิม โหมดนี้ทำให้ภาพดูคมและร่วมสมัยขึ้นโดยยังพยายามรักษาโทนของเวอร์ชันต้นฉบับ อย่างไรก็ตาม เมื่อซูมใกล้ในคัตซีนยังเห็นข้อจำกัดเรื่องพื้นผิวและแสงที่ดูไม่เนียนนัก แต่เมื่อเล่นแบบมุมกล้องไกลในแมตช์สกิร์มมิชกับ AI ผู้เขียนมองว่าโหมดนี้ช่วยให้ภาพโดยรวมใกล้เคียงความทรงจำของ Warcraft 3 มากและมีโอกาสกลายเป็นตัวเลือกหลักของผู้เล่นหลายคน
อย่างไรก็ดี โหมดกราฟิกใหม่นี้ถูกใช้ไม่เท่ากันในแต่ละส่วนของเกม แคมเปญ Forsaken Kingdom จำเป็นต้องเล่นด้วย Definitive Edition เท่านั้น ขณะที่แคมเปญเก่าอย่าง Reign of Chaos และ The Frozen Throne ยังเลือกได้แค่ Classic หรือ Reforged ซึ่งผู้เขียนมองว่าเป็นข้อจำกัดที่น่าเสียดาย เพราะแฟนเกมที่อยากย้อนกลับไปเล่นเนื้อเรื่องคลาสสิกอาจไม่ได้ใช้ประโยชน์จากกราฟิกใหม่เต็มที่
อีกการเปลี่ยนแปลงสำคัญคือการเพิ่มฮีโร่ประจำโรงเตี๊ยมตัวใหม่ครั้งแรกในรอบยาวนาน นับจาก Alchemist และ Firelord เมื่อปี 2004 คือ Forsaken Paladin ซึ่งอิงจาก Garek ฮีโร่ตัวนี้เป็นแนวอันเดดแบบกลาง ๆ แต่มีข้อจำกัดแปลกใหม่คือรักษาได้เฉพาะหน่วยฝ่ายมีชีวิต ไม่ใช่หน่วยอันเดดของตัวเอง จึงมีบทบาทแปลกและอาจไม่เข้ากับผู้เล่นอันเดดเท่าไร สกิลของเขาเน้นการพุ่งเข้าชน การโจมตีระยะประชิด การฮีลและสร้างความเสียหายเป็นวง รวมถึงอัลติเมตที่ล้างสถานะและช่วยทีม ซึ่งอาจกระทบสมดุลและกลายเป็นตัวเลือกสำคัญในระดับแข่งขัน
นอกจากนี้ ทีมพัฒนายังปรับให้จำนวนยูนิตในหนึ่งคอนโทรลกรุ๊ปเพิ่มเป็นสองเท่าในทุกโหมด ซึ่งเป็นการปรับที่กล้าพอสมควรสำหรับเกมเก่าและอาจทำให้ผู้เล่นสายเดิมต้องใช้เวลาปรับตัว สรุปแล้ว ผู้เขียนมองว่าชุดอัปเดตใหม่นี้มีทั้งความทะเยอทะยานและไอเดียที่น่าสนใจ แม้ยังมีข้อสังเกตเรื่องภาพและการกระจายฟีเจอร์ไม่สม่ำเสมอ แต่โดยรวมก็ทำให้ Warcraft 3 กลับมาน่าจับตาอีกครั้ง และเขาจะกลับมาให้คะแนนเต็มเมื่อเล่นแคมเปญครบทั้งหมด


