รีวิว Wild Horse Nine: งานเสียดสีการเมืองที่ฮาและเจ็บแสบของ Martin McDonagh
Wild Horse Nine คือผลงานใหม่ของ Martin McDonagh ที่แม้จะให้กลิ่นอายคล้ายงานก่อนอย่าง In Bruges อยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้เป็นการทำซ้ำสูตรเดิม หากเปลี่ยนจากคู่มือสังหารที่หนีไปพักใจ มาเป็นเจ้าหน้าที่ CIA สอง…

Wild Horse Nine คือผลงานใหม่ของ Martin McDonagh ที่แม้จะให้กลิ่นอายคล้ายงานก่อนอย่าง In Bruges อยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้เป็นการทำซ้ำสูตรเดิม หากเปลี่ยนจากคู่มือสังหารที่หนีไปพักใจ มาเป็นเจ้าหน้าที่ CIA สองคนที่กำลังมีส่วนร่วมกับการปูทางรัฐประหารของ Augusto Pinochet ในชิลีช่วงต้นทศวรรษ 1970 แล้วหลบมาพักบนเกาะอีสเตอร์ หนังใช้ฉากหลังทางประวัติศาสตร์ที่หนักและอ่อนไหวเป็นกรอบให้เรื่องตลกร้ายและบทสนทนาปะทะคารมเดินหน้าไปพร้อมกันได้อย่างลงตัว
จุดเด่นที่สุดของหนังตามรีวิวนี้คือบทสนทนาของ McDonagh ที่เฉียบ คม และเต็มไปด้วยอารมณ์ขันแบบกัดเจ็บ ตั้งแต่คำพูดประชดประชันเล็ก ๆ ไปจนถึงมุกที่วางปูไว้แล้วค่อยเก็บแต้มทีหลัง จังหวะการโต้เถียงของตัวละครถูกมองว่าเป็นทั้งความขบขันและการช่วงชิงอำนาจในระดับจุกจิก ซึ่งยิ่งทำให้หนังมีเสน่ห์แบบ “คุยกันเพลิน” ที่ทั้งเบาสมองและแหลมคมในเวลาเดียวกัน
พลังของหนังยังมาจากนักแสดงนำ โดย Sam Rockwell และ John Malkovich ถูกยกให้เป็นหัวใจของเรื่อง เคมีของทั้งคู่ช่วยทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครดูเหมือนเพื่อนร่วมงานเก่าที่ปะทะกันแบบไม่ยั้ง Malkovich ได้รับคำชมเป็นพิเศษจากการเล่นเป็นสายลับรุ่นเก๋าที่มีทั้งความแสบ ความช่ำชอง และความรู้สึกผิดสะสมอยู่ภายใน ขณะที่ Rockwell ทำหน้าที่เป็นคู่ปะทะที่พาเรื่องเดินไปข้างหน้าได้ดี ด้าน Steve Buscemi และ Parker Posey ก็ถูกกล่าวถึงว่าเสริมสีสันให้โลกของหนังมีชีวิตมากขึ้น
ประเด็นสำคัญอีกชั้นคือหนังไม่ได้หยุดอยู่แค่ความขำ แต่พยายามโยงเรื่องส่วนตัวของตัวละครเข้ากับผลพวงทางการเมืองจริง ๆ ของการแทรกแซงจากสหรัฐฯ ในลาตินอเมริกา รีวิวมองว่านี่คือสิ่งที่ทำให้ Wild Horse Nine แตกต่างจากงานแนวเดียวกันหลายเรื่อง เพราะมันทำให้ผู้ชมหัวเราะกับความงี่เง่าและการปะทะกันของตัวละครได้ ขณะเดียวกันก็ไม่ปล่อยให้ลืมความรุนแรงและความเสียหายที่เกิดจากการกระทำของพวกเขา
ในเชิงภาพยนตร์ หนังยังถูกชมว่ามีงานภาพที่สวยและให้บรรยากาศยุค 1970 ได้ดี แม้จะไม่ได้โดดเด่นแบบหวือหวา แต่การใช้โทนฟิล์มเกรน ภาพที่ดูเหมือนจากกล้อง Super 8 และการถ่ายทำโลเคชันบนเกาะอีสเตอร์ช่วยสร้างอารมณ์ย้อนยุคได้ชัดเจน รีวิวสรุปโดยรวมว่า Wild Horse Nine เป็นงานที่ผสานความตลกร้าย การแสดงที่แข็งแรง และบริบทการเมืองจริงเข้าไว้ด้วยกันอย่างมีชั้นเชิง ทำให้เป็นหนังที่ทั้งบันเทิงและชวนคิดไปพร้อมกัน


