Kat Sandler เผยแรงบันดาลใจเบื้องหลัง Yaga จากตำนาน Baba Yaga
IGN สัมภาษณ์ Kat Sandler ผู้สร้างและโชว์รันเนอร์ของซีรีส์ Yaga ในงาน San Diego Comic-Con พร้อมนักแสดงนำ Clark Backo และ Noah Reid โดยประเด็นหลักคือที่มาของโปรเจ็กต์ซึ่งต่อยอดจากบทละครเวทีของ Sandler…

IGN สัมภาษณ์ Kat Sandler ผู้สร้างและโชว์รันเนอร์ของซีรีส์ Yaga ในงาน San Diego Comic-Con พร้อมนักแสดงนำ Clark Backo และ Noah Reid โดยประเด็นหลักคือที่มาของโปรเจ็กต์ซึ่งต่อยอดจากบทละครเวทีของ Sandler ที่หยิบแรงบันดาลใจจากนิทานพื้นบ้านสลาฟเรื่อง Baba Yaga มาพัฒนาเป็นงานบนจอภาพยนตร์/ซีรีส์
Sandler อธิบายว่าการดัดแปลงจากเวทีสู่สื่อภาพยนตร์เปิดโอกาสให้เล่าเรื่องผ่านภาพและรายละเอียดเล็กๆ ได้มากขึ้น เธอมองว่าสื่อแบบภาพช่วยสร้างบรรยากาศลึกลับ ความเย้ายวน และความเข้มข้นของเรื่องได้ชัดเจนกว่า เพราะสามารถใช้กล้องเน้นองค์ประกอบต่างๆ เพื่อดึงสายตาผู้ชมไปยังเบาะแสหรือสัญลักษณ์สำคัญได้
เธอยังยืนยันว่าบทละครเวทีต้นฉบับกับเวอร์ชันซีรีส์เป็นคนละงานกันแล้ว และไม่คิดจะย้อนกลับไปแก้ไขตัวละครเดิม เพราะเรื่องราวได้ถูกขยายและเปลี่ยนไปตามนักแสดงและทีมสร้างชุดใหม่ แนวคิดนี้สะท้อนว่า Yaga ไม่ใช่แค่การนำผลงานเก่ามาทำซ้ำ แต่เป็นการตีความใหม่ในบริบทของสื่อและผู้ร่วมงานชุดใหม่
ในด้านแรงจูงใจทางความคิด Sandler บอกว่าตัวละคร Baba Yaga ดึงดูดเธอเพราะเป็นภาพแทนของทั้งปัญญา ความโกรธ และความกำกวมทางศีลธรรม เธอมองว่าตัวละครนี้เป็นหนึ่งในแม่มดไม่กี่ตัวที่มีชื่อเป็นที่รู้จักข้ามหลายประเทศ และเหมาะกับการนำมาตีความเป็น “anti-hero” ผู้หญิงที่มีด้านมืดแบบน่าติดตาม เธอเปรียบอารมณ์ของโปรเจ็กต์นี้กับการนำความหลงใหลในตัวละครสายมืดแบบ Dexter หรือ Hannibal มาสร้างเป็นเวอร์ชันผู้หญิงที่ทั้งโหด สนุก และมีเสน่ห์
ด้านนักแสดง Backo พูดถึงตัวละคร Detective Carson ว่าเป็นคนมีเหตุผล สุขุม มีวินัย และยึดมั่นกับหน้าที่ในการปกป้องผู้คน โดยเฉพาะผู้หญิง สะท้อนมุมมองต่อความเปราะบางและความไม่ปลอดภัยที่ผู้หญิงต้องเผชิญในสังคมที่ยังมีโครงสร้างชายเป็นใหญ่ ขณะเดียวกันทั้ง Backo และ Reid มองว่าซีรีส์มีอารมณ์ขันและความเป็นโรแมนติกแทรกอยู่มาก ไม่ได้เป็นเพียงงานสืบสวนหรือสยองขวัญตรงๆ แต่เป็นการผสมหลายแนวเข้าด้วยกันอย่างตั้งใจ
Reid อธิบายว่า Yaga ให้ความรู้สึกเหมือนหนังสืบสวนยุค 90 ที่ห่อหุ้มด้วยโรแมนติกคอเมดี้เชิงพัลพ์ และมีแกนกลางเป็นทริลเลอร์เชิงตำนาน ขณะที่ Backo ชี้ว่าการใช้ความตลกช่วยเปิดทางให้ซีรีส์ตั้งคำถามเรื่องความยุติธรรม อำนาจ ความหมายของความดีความชั่ว และใครกันแน่ที่เป็น “ปีศาจ” ตัวจริง จุดเด่นคือการคงความกำกวมไว้จนถึงท้ายเรื่อง ทำให้ผู้ชมต้องตัดสินด้วยตัวเองว่าในสถานการณ์ต่างๆ พวกเขาจะเลือกทำอะไร


