AI บริษัทกลางรับซื้อหนังสือแทน เพื่อหลีกเลี่ยงภาพลบจากการกวาดหนังสือไปใช้ฝึกโมเดล
รายงานใหม่จาก 404 Media ชี้ว่า บริษัท AI รายใหญ่กำลังใช้บริการนายหน้าหรือบริษัทตัวกลางในการตามหาหนังสือฉบับพิมพ์แบบไม่เปิดเผยตัวตน เพื่อใช้เป็นข้อมูลฝึกโมเดลแทนการซื้อโดยตรงจากผู้จัดจำหน่ายหรือห้อง…

รายงานใหม่จาก 404 Media ชี้ว่า บริษัท AI รายใหญ่กำลังใช้บริการนายหน้าหรือบริษัทตัวกลางในการตามหาหนังสือฉบับพิมพ์แบบไม่เปิดเผยตัวตน เพื่อใช้เป็นข้อมูลฝึกโมเดลแทนการซื้อโดยตรงจากผู้จัดจำหน่ายหรือห้องสมุด วิธีนี้ช่วยลดโอกาสที่สาธารณะจะเชื่อมโยงการกวาดซื้อหนังสือจำนวนมากกับแบรนด์ของบริษัท AI โดยตรง ทั้งยังสะท้อนว่าผู้เล่นในอุตสาหกรรมรู้ดีว่าการนำหนังสือไปสแกนและทำลายเพื่อฝึกโมเดลอาจสร้างแรงต้านด้านภาพลักษณ์มากเพียงใด
แรงจูงใจหลักคือความต้องการข้อมูลคุณภาพสูงสำหรับการฝึกโมเดลภาษาขนาดใหญ่ ในยุคที่ข้อความที่สร้างซ้ำโดย AI เริ่มท่วมระบบนิเวศข้อมูล หนังสือพิมพ์ที่เขียนโดยมนุษย์ก่อนยุค LLM กลายเป็นแหล่งข้อมูลที่มีคุณค่าสำหรับบริษัท AI โดยเฉพาะหนังสือหายากหรือไม่ค่อยหมุนเวียนในตลาด เพราะช่วยเพิ่มความหลากหลายและคุณภาพของตัวอย่างข้อความที่ใช้ฝึกระบบ
บทความยกตัวอย่างกรณีของ Anthropic ซึ่งมีคำพิพากษาปี 2025 ระบุว่า บริษัทได้ตัดสันหนังสือจำนวนมหาศาล สแกนเนื้อหา แล้วทิ้งหนังสือจำนวนมากหลังใช้งานฝึก Claude แม้ศาลจะมองว่าการกระทำดังกล่าวเข้าข่าย fair use ในมุมกฎหมาย แต่เอกสารภายในที่ถูกเปิดเผยในคดีฟ้องร้องลิขสิทธิ์สะท้อนว่าบริษัทเองก็รู้ว่าการกระทำนี้อาจไม่เหมาะสมในสายตาสาธารณะ จึงมีแนวคิดหลีกเลี่ยงการให้คนภายนอกรู้ว่าโครงการลักษณะนี้กำลังเกิดขึ้น
รายงานระบุว่า บริษัทตัวกลางอย่าง ISBNdb เคยมีหน้าเว็บโปรโมตบริการจัดหาหนังสือสำหรับการฝึก LLM แบบระบุชัดว่าออกแบบมาเพื่อความต้องการของ AI และรองรับการซื้อในสเกลสูงถึงระดับล้านเล่มต่อออเดอร์ โดยอ้างว่าสามารถจัดหาหนังสือจากชั้นห้องสมุด ร้านหนังสือมือสอง และแคตตาล็อกหนังสือหมดพิมพ์ได้ นอกจากนี้ยังมีการสื่อสารเรื่องสัญญาปกปิดข้อมูลที่เข้มงวด เพื่อไม่ให้ทราบว่าใครเป็นผู้ซื้อหรือซื้อไปเพื่ออะไร ก่อนที่ภายหลังหน้าเว็บดังกล่าวจะถูกลบและบริษัทอ้างว่าเป็นเพียงการทดลองสำรวจความต้องการตลาด
ในทางปฏิบัติ พฤติกรรมการกวาดซื้อหนังสือจำนวนมากเริ่มสะท้อนในตลาดหนังสือเฉพาะทางและหนังสือหายาก โดยมีพ่อค้าหนังสือในสหรัฐและเนเธอร์แลนด์รายงานว่าคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติตั้งแต่ช่วงเดือนเมษายน บางรายต้องจัดส่งหนังสือระดับหลายร้อยเล่มต่อสัปดาห์ ทั้งที่เดิมคาดว่าจะขายได้เพียงไม่กี่สิบเล่ม หนังสือที่ถูกสั่งซื้อมักดูไม่มีความเชื่อมโยงกันชัดเจน นอกจากมี ISBN ซึ่งอาจบอกใบ้ว่าผู้ซื้อคัดมาจากฐานข้อมูลที่อิงเลข ISBN
แม้ผู้ขายบางรายจะยอมรับว่าดีต่อธุรกิจและช่วยระบายสต็อกเก่าที่ขายยาก แต่ก็มีความกังวลว่าเป็นการผลักหนังสือหายากเข้าสู่การทำลายเพื่อประโยชน์ของการฝึก AI มากกว่าการอนุรักษ์หรือเผยแพร่ความรู้ กรณีนี้จึงตอกย้ำความตึงเครียดระหว่างความต้องการข้อมูลสำหรับการแข่งขันด้าน AI กับประเด็นลิขสิทธิ์ จริยธรรม และภาพลักษณ์ของอุตสาหกรรมที่ยังถูกจับตามองอย่างหนัก


