ย้อนมองยุค “เวียร์ดดอกิวเมนทารี” ที่สารคดีพิสดารขายฝันคนอเมริกันยุค 70
บทความของ IGN พาย้อนกลับไปดูปรากฏการณ์สารคดีแนว “กึ่งจริงกึ่งแต่ง” หรือที่เรียกกันว่า weirdumentary ซึ่งรุ่งเรืองในสหรัฐช่วงทศวรรษ 1970 ท่ามกลางบรรยากาศสังคมที่เต็มไปด้วยความไม่ไว้วางใจต่อรัฐ หลัง…

บทความของ IGN พาย้อนกลับไปดูปรากฏการณ์สารคดีแนว “กึ่งจริงกึ่งแต่ง” หรือที่เรียกกันว่า weirdumentary ซึ่งรุ่งเรืองในสหรัฐช่วงทศวรรษ 1970 ท่ามกลางบรรยากาศสังคมที่เต็มไปด้วยความไม่ไว้วางใจต่อรัฐ หลังสงครามเวียดนามและคดีวอเตอร์เกต ผู้คนเริ่มหันไปสนใจเรื่องลี้ลับมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นยูเอฟโอ พลังจิต สัตว์ประหลาดในตำนาน หรือทฤษฎีเหนือธรรมชาติอื่น ๆ
หนึ่งในผู้เล่นสำคัญของยุคนั้นคือ Sunn Classic Pictures บริษัทจากยูทาห์ที่จับตลาดผู้ชมวงกว้างด้วยภาพยนตร์สารคดีเชิงกึ่งบันเทิงในโรงหนัง James L. Conway ผู้เคยทำงานกับบริษัทเล่าว่า ก่อนยุคอินเทอร์เน็ต ผู้ชมมีช่องทางน้อยมากในการเสพข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องแปลกประหลาด ดังนั้นการดูเรื่องเหล่านี้ในโรงภาพยนตร์จึงมีเสน่ห์มาก เพราะมันเป็นทั้งความบันเทิงและ “หน้าต่าง” ไปสู่สิ่งที่คนอยากเชื่อแต่ยังพิสูจน์ไม่ได้
จุดเปลี่ยนสำคัญคือความสำเร็จของ Chariots of the Gods ฉบับตัดต่อและพากย์อังกฤษ ซึ่งหยิบแนวคิดสุดโต่งของ Erich von Däniken มาขายเรื่องมนุษย์โบราณที่อาจได้รับอิทธิพลจากสิ่งมีชีวิตนอกโลก หนังทำรายได้มหาศาลและได้เข้าชิงออสการ์ ทำให้ Sunn มองเห็นสูตรสำเร็จในการทำสารคดีแนวชวนเชื่อที่ขายความสงสัยได้ดี พร้อมต่อยอดไปยังประเด็นอื่น ๆ ที่ผู้ชมยุคนั้นสนใจ
จากนั้นบริษัทก็ปล่อยผลงานตามมาอีกหลายเรื่อง เช่น The Mysterious Monsters ที่รวบรวมตำนานบิ๊กฟุต เยติ และล็อกเนสส์มอนสเตอร์ไว้ในเรื่องเดียว โดยใช้ Peter Graves มาเป็นผู้ดำเนินรายการให้ดูน่าเชื่อถือ แม้หลายเนื้อหาจะอาศัยฟุตเทจและหลักฐานที่ถกเถียงกันมานาน แต่รูปแบบการเล่าเรื่องของหนังทำให้ผู้ชมรู้สึกเหมือนได้รับข้อมูลจริงมากกว่าการชมหนังบันเทิงทั่วไป
บทความยังชี้ว่า Sunn Classic Pictures มีฐานคิดทางธุรกิจที่ชัดเจนมาก พวกเขาศึกษาตลาดก่อนสร้างหนัง และใช้วิธีฉายแบบ four-walling หรือเช่าโรงทั้งรอบเพื่อควบคุมรายได้เอง จากนั้นจึงอัดงบโฆษณาทางทีวีอย่างหนัก กลยุทธ์นี้ช่วยให้บริษัททำเงินได้ดีโดยไม่ต้องพึ่งระบบจัดจำหน่ายแบบฮอลลีวูดดั้งเดิม
อีกด้านหนึ่ง Sunn ยังทดลองทำสารคดีที่พยายามให้ “หลักฐานทางวิทยาศาสตร์” สนับสนุนความเชื่อทางศาสนา เช่น In Search of Noah’s Ark ที่เสนอว่าร่องรอยเรือโนอาห์อาจอยู่บนภูเขาอารารัต แม้หลักฐานจะคลุมเครือและถูกตั้งคำถามมากมาย แต่หนังประเภทนี้สะท้อนยุคสมัยที่ผู้ชมจำนวนไม่น้อยพร้อมจะเปิดใจต่อคำอธิบายทางเลือก ทั้งจากความศรัทธา ความหวัง หรือความอยากรู้อยากเห็น
โดยรวม บทความมองว่า weirdumentary คือผลผลิตของยุคที่สังคมอเมริกันกำลังตั้งคำถามกับความจริง กระแสนี้อาศัยช่องว่างระหว่างข่าวสาร ความเชื่อ และความบันเทิงได้อย่างแยบยล ก่อนจะค่อย ๆ เลือนหายไปเมื่อสื่อและอินเทอร์เน็ตทำให้ผู้ชมเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น แต่ก็ทิ้งมรดกสำคัญไว้ในฐานะตัวอย่างของการตลาดสื่อที่รู้จักเล่นกับความสงสัยของสาธารณชนอย่างได้ผล


