งานวิจัยชี้การผลิตแบตเตอรี่ยังปล่อยคาร์บอน และมีทางลดได้อีก
งานวิจัยใหม่จากมหาวิทยาลัยเมลเบิร์นชี้ว่า แม้แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนจะเป็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด แต่กระบวนการผลิตของมันก็ยังสร้างการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอยู่ไม่น้อย และเมื่อความต้องการ…

งานวิจัยใหม่จากมหาวิทยาลัยเมลเบิร์นชี้ว่า แม้แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนจะเป็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด แต่กระบวนการผลิตของมันก็ยังสร้างการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอยู่ไม่น้อย และเมื่อความต้องการใช้งานแบตเตอรี่ขยายตัวมากขึ้น ภาระด้านการปล่อยคาร์บอนจากภาคส่วนนี้ก็จะมีความสำคัญยิ่งขึ้นตามไปด้วย
บทความอธิบายว่า ในภาพรวมปัจจุบันการปล่อยจากการผลิตแบตเตอรี่ยังคิดเป็นสัดส่วนเล็กมากเมื่อเทียบกับการปล่อยทั่วโลก แต่ผู้วิจัยประเมินว่า หากโลกเดินหน้าการใช้แบตเตอรี่ต่อเนื่องตามแนวโน้มของการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ระบบกักเก็บพลังงาน และอุปกรณ์ไฟฟ้าอื่น ๆ ตัวเลขนี้อาจเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวภายในปี 2050 จนกลายเป็นประเด็นที่มองข้ามไม่ได้
สาระสำคัญของงานวิจัยไม่ได้ชี้แค่ว่าการใช้แบตเตอรี่มีต้นทุนทางสิ่งแวดล้อม แต่ยังระบุว่ามีหลายจุดที่ลดการปล่อยได้ ตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบในเคมีของแบตเตอรี่ที่ใช้พลังงานมากหรือน้อยต่างกัน ไปจนถึงการปรับปรุงกระบวนการทำเหมือง การสกัด และการแปรรูปให้ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพกว่าเดิม
อีกแนวทางสำคัญคือการผลิตที่มีประสิทธิภาพขึ้นในโรงงาน เพราะการผลิตแบตเตอรี่มีหลายขั้นตอนและแต่ละขั้นตอนล้วนใช้พลังงาน หากลดการใช้ไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิลในห่วงโซ่อุปทานได้ ก็จะช่วยลดคาร์บอนฟุตพรินต์ของแบตเตอรี่ลงได้โดยตรง
บทความยังเน้นบทบาทของการรีไซเคิลว่าเป็นทางออกที่มีศักยภาพสูง เพราะสามารถนำวัสดุจากแบตเตอรี่เก่ากลับมาใช้ใหม่ได้ด้วยพลังงานน้อยกว่าการขุดเหมืองและสกัดวัตถุดิบใหม่มาก เมื่อระบบรีไซเคิลพัฒนาเต็มที่ แบตเตอรี่รุ่นต่อไปอาจพึ่งพาวัตถุดิบหมุนเวียนมากขึ้นและลดการปล่อยจากต้นน้ำได้
โดยสรุป รายงานนี้สะท้อนว่าการลดการปล่อยคาร์บอนจากภาคพลังงานไม่ได้จบแค่การใช้รถไฟฟ้าหรือพลังงานหมุนเวียน แต่ต้องมองทั้งห่วงโซ่อุปทานของเทคโนโลยีสะอาดด้วย โดยเฉพาะแบตเตอรี่ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของอนาคตพลังงาน หากต้องการให้การเปลี่ยนผ่านนี้ยั่งยืนจริง การลดการปล่อยจากการผลิตและรีไซเคิลแบตเตอรี่จะเป็นอีกโจทย์ที่ต้องเร่งทำควบคู่กันไป

