นักวิจัยยุโรปกล่าวหา Big Tech ขวางการเข้าถึงข้อมูลเพื่อศึกษาข่าวปลอมบนโซเชียล
บทความรายงานข้อครหาที่เพิ่มแรงกดดันต่อแพลตฟอร์มโซเชียลรายใหญ่ หลังนักวิจัยในยุโรปกล่าวว่าถูกขัดขวางไม่ให้เข้าถึงข้อมูลที่จำเป็นต่อการศึกษาปฏิบัติการชักจูงทางการเมืองและการกระจายข้อมูลเท็จบนแพลตฟอร์ม…

บทความรายงานข้อครหาที่เพิ่มแรงกดดันต่อแพลตฟอร์มโซเชียลรายใหญ่ หลังนักวิจัยในยุโรปกล่าวว่าถูกขัดขวางไม่ให้เข้าถึงข้อมูลที่จำเป็นต่อการศึกษาปฏิบัติการชักจูงทางการเมืองและการกระจายข้อมูลเท็จบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ โดยกรณีที่ถูกยกขึ้นมาคือการเลือกตั้งประธานาธิบดีโรมาเนียในปี 2024 ซึ่งผู้สมัครที่เคยมีคะแนนนิยมต่ำกลับพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วจากกระแสบน TikTok จนสร้างความประหลาดใจให้ผู้สังเกตการณ์
จุดสนใจของเรื่องอยู่ที่เครือข่ายบัญชี TikTok ที่เดิมโพสต์เรื่องแฟชั่นหรือความงาม แต่เปลี่ยนมาผลักดันเนื้อหาให้กับนักการเมืองชื่อ Călin Georgescu อย่างหนักในช่วงก่อนเลือกตั้ง บทความชี้ว่าคอนเทนต์ของเขาถูกมองเห็นจำนวนมหาศาล และมีการเผยแพร่ข้อความที่แข็งกร้าวต่อผู้อพยพ รวมถึงถ้อยคำที่มีนัยต่อต้านชาวยิว จนทำให้เกิดข้อสงสัยว่าการเติบโตทางการเมืองครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากการรณรงค์แบบปกติเท่านั้น
Adriana Iamnitchi นักวิจัยด้านวิทยาศาสตร์สังคมเชิงคำนวณจาก Maastricht University ในเนเธอร์แลนด์ เป็นหนึ่งในผู้ที่พยายามติดตามว่าเนื้อหา pro-Georgescu ถูกทำเงินบน TikTok อย่างไร เธอต้องการตรวจสอบทั้งการตลาดแบบอินฟลูเอนเซอร์ที่ซ่อนอยู่และการไลฟ์สดเชิงการเมือง ซึ่งสะท้อนว่าอิทธิพลทางการเมืองในยุคแพลตฟอร์มไม่ได้จำกัดอยู่แค่โฆษณาตรง ๆ แต่สามารถฝังตัวมากับรูปแบบคอนเทนต์ที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวกับการเมืองได้
ประเด็นกว้างกว่านั้นคือความยากลำบากของนักวิจัยยุโรปในการขอข้อมูลจากบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่เพื่อสอบสวนอิทธิพลของอัลกอริทึม เครือข่ายบัญชี และการทำเงินจากคอนเทนต์การเมือง บทความวางกรณีโรมาเนียเป็นตัวอย่างว่าการขาดความโปร่งใสอาจทำให้การตรวจจับปฏิบัติการบิดเบือนข้อมูลล่าช้า และทำให้การประเมินผลกระทบต่อประชาธิปไตยทำได้ไม่ครบถ้วน
ในภาพรวม เรื่องนี้สะท้อนความตึงเครียดระหว่างแพลตฟอร์มโซเชียลกับนักวิชาการและหน่วยงานกำกับดูแลในยุโรป ที่ต้องการเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกมากขึ้นเพื่อรับมือข่าวปลอมและการชี้นำทางการเมือง ขณะเดียวกันแพลตฟอร์มก็ถูกตั้งคำถามว่ามาตรการเปิดข้อมูลและความร่วมมือกับนักวิจัยเพียงพอหรือไม่เมื่อเนื้อหาบนแพลตฟอร์มสามารถส่งผลต่อผลเลือกตั้งและความเชื่อสาธารณะได้จริง


