BioWare จากตำนานผู้สร้าง RPG สู่การปิดฉากสตูดิโอ
บทความชิ้นนี้เป็นการย้อนมองเส้นทางของ BioWare สตูดิโอผู้สร้างเกมสวมบทบาทระดับตำนานที่เพิ่งถูกซื้อโดยกลุ่มทุนเอกชน ก่อนจะตามมาด้วยข่าวการปิดสตูดิโอและการยกเลิกโปรเจกต์ Mass Effect ภาคใหม่ ผู้เขียนใช้…

บทความชิ้นนี้เป็นการย้อนมองเส้นทางของ BioWare สตูดิโอผู้สร้างเกมสวมบทบาทระดับตำนานที่เพิ่งถูกซื้อโดยกลุ่มทุนเอกชน ก่อนจะตามมาด้วยข่าวการปิดสตูดิโอและการยกเลิกโปรเจกต์ Mass Effect ภาคใหม่ ผู้เขียนใช้โอกาสนี้สะท้อนทั้งความโกรธ ความเสียดาย และความรู้สึกว่ามรดกของ BioWare ได้สิ้นสุดลงแล้ว แม้จะมีผลงานช่วงหลังที่ไม่แข็งแรงเท่าจุดสูงสุดในอดีต แต่ชื่อของสตูดิโอนี้ยังคงผูกอยู่กับประวัติศาสตร์ของเกม RPG สมัยใหม่อย่างแนบแน่น
จุดเริ่มต้นของ BioWare ถูกเล่าในฐานะเรื่องราวของคนทำงานสายแพทย์สองคนอย่าง Ray Muzyka และ Greg Zeschuk ที่หันหลังให้การเป็นหมอเพื่อไล่ตามความฝันในการสร้างเกม RPG บนพีซี จากผลงานแรกอย่าง Shattered Steel สตูดิโอก็ค่อย ๆ สร้างชื่อจาก Baldur’s Gate 1 และ 2 ซึ่งถูกมองว่าเป็นเกมที่ยกระดับมาตรฐานของ CRPG แบบ Dungeons & Dragons และทำให้ BioWare กลายเป็นชื่อที่คนเล่นเกมพีซีให้การยอมรับในวงกว้าง
จากนั้น BioWare เดินหน้าสร้างผลงานสำคัญต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น Neverwinter Nights ที่เข้าใกล้ประสบการณ์เกมโต๊ะมากขึ้น ไปจนถึง Knights of the Old Republic หรือ KOTOR ซึ่งถูกยกให้เป็นหนึ่งในเกม Star Wars ที่ดีที่สุดตลอดกาล จุดเด่นของ KOTOR คือการออกแบบทางเลือกที่มีน้ำหนักจริง ผู้เล่นสามารถเลือกเดินเส้นทางด้านสว่างหรือด้านมืดได้อย่างเต็มที่ พร้อมเรื่องเล่าที่เข้มข้น ตัวละครน่าจดจำ และระบบต่อสู้ที่รับใช้การเป็นเกม RPG ได้อย่างลงตัว
อีกหนึ่งผลงานที่มักถูกพูดถึงคู่กันคือ Jade Empire เกมที่ดึงแรงบันดาลใจจากตำนานจีนและได้รับเสียงชื่นชมสูง แม้จะไม่ประสบความสำเร็จเชิงพาณิชย์เท่า KOTOR แต่ก็ยืนยันได้ว่า BioWare ไม่ได้มีดีแค่การใช้ลิขสิทธิ์ดัง หากยังสามารถสร้างโลกและคาแรกเตอร์ใหม่ ๆ ที่มีเอกลักษณ์ของตัวเองได้ด้วย ก่อนที่สตูดิโอจะเข้าสู่ยุค Xbox 360 และส่ง Mass Effect ออกมาในฐานะไตรภาคไซไฟที่มีระบบการสานต่อเซฟและการตัดสินใจจากภาคหนึ่งไปสู่อีกภาคหนึ่งอย่างจริงจัง
บทความยก Mass Effect เป็นผลงานระดับหมุดหมายของวงการ เพราะนอกจากจะสร้างจักรวาลใหม่ที่มีตัวละครอย่าง Shepard, Wrex, Garrus และ Liara แล้ว ยังทำให้ผู้เล่นรู้สึกผูกพันกับเรื่องราวและเพื่อนร่วมทีมอย่างลึกซึ้ง แม้ภาค 3 จะถูกวิจารณ์เรื่องตอนจบ แต่ผู้เขียนชี้ว่าแก่นแท้ของไตรภาคนี้ยังคงทรงพลัง และถือเป็นความพยายามด้านการออกแบบเกมเชิงเล่าเรื่องที่แทบไม่เคยมีใครทำซ้ำได้ในระดับเดียวกัน
ท้ายบทความยังสรุปว่า BioWare ไม่ได้หยุดอยู่แค่ยุคทองของ Mass Effect เท่านั้น แต่ยังมี Dragon Age หลายภาค โดยเฉพาะ Inquisition ที่คว้าเกมยอดเยี่ยมแห่งปี รวมถึงงานอย่าง Anthem, Mass Effect Legendary Edition และ Sonic Chronicles อีกด้วย อย่างไรก็ตาม การปิดสตูดิโอและการยกเลิก Mass Effect ภาคใหม่ทำให้ตำนานนี้จบลงอย่างเจ็บปวด สำหรับผู้เขียน BioWare คือสตูดิโอ RPG ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในช่วงเวลายาวนานที่สุดเท่าที่เคยมีมา และผลงานของพวกเขาจะยังถูกจดจำต่อไปอีกนาน


