สหรัฐฯ เร่งลดพึ่งพาแบตเตอรี่จีน แต่เสี่ยงทำให้โครงการกักเก็บพลังงานชะลอ
สหรัฐฯ กำลังเห็นตลาดระบบกักเก็บพลังงานเติบโตอย่างรวดเร็วเป็นประวัติการณ์ ซึ่งช่วยเพิ่มเสถียรภาพของโครงข่ายไฟฟ้า รับมือพลังงานหมุนเวียนที่ผลิตไม่สม่ำเสมอ และช่วยลดการปล่อยคาร์บอน แต่การเติบโตดังกล่าว…

สหรัฐฯ กำลังเห็นตลาดระบบกักเก็บพลังงานเติบโตอย่างรวดเร็วเป็นประวัติการณ์ ซึ่งช่วยเพิ่มเสถียรภาพของโครงข่ายไฟฟ้า รับมือพลังงานหมุนเวียนที่ผลิตไม่สม่ำเสมอ และช่วยลดการปล่อยคาร์บอน แต่การเติบโตดังกล่าวยังอาศัยแบตเตอรี่จีนซึ่งมีราคาถูกและพร้อมส่งมอบเป็นหลัก ทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ เดินหน้านโยบายลดการพึ่งพาซัพพลายเชนจากจีนอย่างต่อเนื่อง
มาตรการล่าสุดคือคำสั่งฝ่ายบริหารช่วงปลายเดือนสิงหาคมในยุคทรัมป์ ที่ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านความมั่นคง และสั่งห้ามใช้แบตเตอรี่จากจีนในระบบกักเก็บพลังงานระดับโครงข่าย โดยคำสั่งนี้ขยายจากแนวทางเดิมที่ใช้ภาษีและเงื่อนไขสิทธิประโยชน์ทางภาษีเป็นเครื่องมือกดดันให้เกิดการผลิตในประเทศมากขึ้น
ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ ได้กำหนดเงื่อนไขของเครดิตภาษีตามกฎหมาย Inflation Reduction Act ให้จำกัดที่มาของแร่ การแปรรูป การรีไซเคิล และการประกอบชิ้นส่วนแบตเตอรี่ รวมถึงในปี 2026 โครงการใหม่จะต้องมีมูลค่าวัสดุอย่างน้อย 55% มาจากนอกจีนและประเทศที่ถูกจำกัดจึงจะได้สิทธิประโยชน์ นอกจากนี้ ภาษีนำเข้าแบตเตอรี่ก็ถูกปรับขึ้นเป็น 25% จากเดิม 7.5%
นักวิเคราะห์มองว่าคำสั่งห้ามแบบเบ็ดเสร็จสร้างความประหลาดใจและอาจกระทบผู้เล่นในประเทศเองด้วย เพราะโครงการจำนวนมากอาจต้องรอความชัดเจนจากกระทรวงพลังงานและหน่วยงานกำกับก่อนเดินหน้าต่อ BloombergNEF ประเมินว่าในระยะสั้นการติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานเชื่อมโครงข่ายอาจล่าช้า ขณะที่ผู้พัฒนาโครงการอาจต้องหาซัพพลายจากประเทศอื่นหรือผู้ผลิตในสหรัฐฯ ที่มีต้นทุนสูงกว่าเดิม
ผลกระทบที่รุนแรงที่สุดอาจเกิดกับโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการ เพราะหากตีความกฎอย่างเคร่งครัด แม้แต่โรงไฟฟ้ากักเก็บพลังงานที่ติดตั้งไปแล้วก็เข้าเกณฑ์ความเสี่ยงด้วย แต่ในทางปฏิบัติไม่น่าถึงขั้นต้องปลดระบบจำนวนมากออกจากโครงข่าย เนื่องจากปัจจุบันหลายแห่งใช้แบตเตอรี่จีนอยู่แล้ว
ในระยะยาว ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าสหรัฐฯ จะค่อย ๆ มีกำลังการผลิตแบตเตอรี่ของตัวเองเพียงพอราวปี 2030 แต่กว่าซัพพลายในประเทศจะตอบสนองดีมานด์ได้จริงอาจต้องรอไปถึงช่วงปลายทศวรรษนี้ ขณะเดียวกัน โรงงานจาก LG Energy Solution, Samsung SDI, Ford และ SK On กำลังทยอยเปิดหรือเพิ่มกำลังผลิต และบางแห่งยังปรับสายการผลิตจากแบตเตอรี่รถยนต์ไปสู่แบตเตอรี่สำหรับกักเก็บไฟฟ้าในกริด
อย่างไรก็ตาม ต้นทุนยังเป็นปัญหาใหญ่ แบตเตอรี่ที่ผลิตในสหรัฐฯ แพงกว่าของจีนอย่างมีนัยสำคัญ และแม้หันไปซื้อจากเกาหลีใต้หรือตลาดอื่นก็ยังมีราคาสูงกว่าเดิมมาก ประเด็นนี้สะท้อนโจทย์ใหญ่ระดับโลกว่า ประเทศต่าง ๆ ควรใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีราคาถูกที่ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้รวดเร็วเพียงใด และควรยอมจ่ายแพงขึ้นแค่ไหนเพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานของตัวเองและลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาประเทศเดียว


