โมเดล AI จีนเขย่าวงในทรัมป์ จนทีมที่ปรึกษาแตกเป็นหลายขั้ว
บทความของ MIT Technology Review ชี้ว่าการปล่อยโมเดล AI แบบโอเพนซอร์สและใช้ฟรีจากจีน โดยเฉพาะ Kimi ของ Moonshot กำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อทั้งอุตสาหกรรม AI สหรัฐฯ และวงการการเมืองรอบประธานาธิบดีโดนั…

บทความของ MIT Technology Review ชี้ว่าการปล่อยโมเดล AI แบบโอเพนซอร์สและใช้ฟรีจากจีน โดยเฉพาะ Kimi ของ Moonshot กำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อทั้งอุตสาหกรรม AI สหรัฐฯ และวงการการเมืองรอบประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพราะโมเดลเหล่านี้มีศักยภาพใกล้เคียงกับโมเดลระดับแนวหน้าจาก OpenAI และ Anthropic แต่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเข้าถึง ทำให้บริษัทอเมริกันมีเหตุผลน้อยลงที่จะจ่ายเงินซื้อบริการจากค่ายใหญ่ของสหรัฐฯ
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้ที่ปรึกษาและอดีตที่ปรึกษาในฝั่งทรัมป์ออกมาโต้กันอย่างเปิดเผย บางคนมองว่าโมเดลจีนเป็นภัยต่ออุตสาหกรรม AI สหรัฐฯ และต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจที่พึ่งพาการลงทุนใน AI อย่างมาก ขณะที่อีกฝ่ายเชื่อว่าปัญหานี้ไม่ควรถูกมองในมุมปกป้องผลประโยชน์ของบริษัทเอกชนเพียงอย่างเดียว ความขัดแย้งจึงไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยี แต่โยงถึงทิศทางนโยบายรัฐ ว่าควรช่วยค้ำจุนบริษัท AI สหรัฐฯ หรือปล่อยให้การแข่งขันจากจีนกดดันตลาด
บทความระบุว่าเดวิด แซกส์ อดีตผู้มีบทบาทในฐานะผู้ประสานงานด้าน AI และคริปโตของทรัมป์ เคยวิจารณ์บริษัท AI รายใหญ่ที่ต้องการให้รัฐบาลกำจัดคู่แข่งโอเพนซอร์ส พร้อมชี้ว่าความนิยมของโมเดลจีนส่วนหนึ่งมาจากความยืดหยุ่นในการใช้งานมากกว่า แต่แนวคิดของเขากลับไม่ได้ครองอิทธิพลในทำเนียบขาวแล้ว เพราะทีมงานปัจจุบันมีมุมมองที่สนับสนุนการแทรกแซงของรัฐมากขึ้น ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ
แนวทางดังกล่าวสะท้อนผ่านกระบวนการตรวจสอบโมเดล AI ของทำเนียบขาว ที่ต้องการประเมินความเสี่ยงด้านความปลอดภัยก่อนเปิดตัว ซึ่งถูกวิจารณ์จากบางฝ่ายว่าเท่ากับสร้างระบบใบอนุญาตโดยพฤตินัยสำหรับ AI ระดับแนวหน้า อีกด้านหนึ่ง เจ้าหน้าที่บางคนในรัฐบาลทรัมป์กลับมองว่าการผลักดันโมเดลอเมริกันให้ได้เปรียบควรทำอย่างเปิดเผยผ่านกระบวนการประชาธิปไตย ไม่ใช่การใช้อำนาจแฝงเพื่อกดดันตลาด
ท่ามกลางการถกเถียงนี้ ยังมีคำถามสำคัญที่บทความชี้ว่าแทบไม่มีใครพูดถึง นั่นคือจีนสร้างโมเดลที่เก่งขึ้นได้อย่างไร ทั้งที่ข้อจำกัดด้านชิปยังมีอยู่มาก หลังสหรัฐฯ เคยใช้มาตรการควบคุมการส่งออกชิปขั้นสูงไปจีนเป็นเครื่องมือสกัดการพัฒนา AI อย่างไรก็ตาม ภายใต้รัฐบาลทรัมป์มีการผ่อนคลายบางส่วน และยังมีข้อกล่าวหาเรื่องการลักลอบนำเข้าชิปด้วย ทำให้ที่มาของทรัพยากรที่ใช้ฝึกโมเดล Kimi ยังไม่ชัดเจน
อีกสมมติฐานหนึ่งคือการใช้เทคนิค distillation หรือการนำผลลัพธ์จากโมเดลที่มีอยู่มาฝึกต่อ ซึ่งบริษัท AI สหรัฐฯ อย่าง OpenAI และ Anthropic มักกล่าวหาว่าคู่แข่งจีนใช้วิธีนี้ และเคยเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาช่วยสกัดกั้น ในเดือนเมษายน รัฐบาลทรัมป์ก็ประกาศมาตรการบางอย่างเพื่อลดปัญหาดังกล่าว แต่เมื่อโมเดล Kimi ออกมาให้ใช้ฟรีและมีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับโมเดลชั้นนำของสหรัฐฯ ประเด็นจึงยิ่งกลายเป็นสัญญาณเตือนต่อวงการ AI อเมริกัน
โดยสรุป บทความมองว่าความก้าวหน้าของโมเดลจีนกำลังบีบให้ฝั่งทรัมป์ต้องเลือกท่าทีต่อ AI ใหม่อีกครั้ง แต่สิ่งที่ชัดเจนในตอนนี้คือ ภายในค่ายของทรัมป์เองยังไม่มีฉันทามติว่าจะตอบโต้ด้วยการคุ้มครองบริษัทสหรัฐฯ การควบคุมเข้มงวดเพื่อความมั่นคง หรือการกดดันเชิงอ้อมให้ผู้ใช้หันไปเลือกโมเดลอเมริกันแทน


