Coyote vs. Acme กลับมาฉายต่อเนื่อง สู่ตลาดดิจิทัลและเปิดพรีออเดอร์ 4K Blu-ray
หลังจากเกือบถูกพับเก็บถาวรจากการตัดสินใจของ Warner Bros. เมื่อปี 2023 ภาพยนตร์ไฮบริดคนแสดงผสมแอนิเมชันอย่าง Coyote vs. Acme ก็ได้โอกาสกลับมาฉายอีกครั้งด้วยความช่วยเหลือของผู้จัดจำหน่ายรายใหม่ Ketchup…

หลังจากเกือบถูกพับเก็บถาวรจากการตัดสินใจของ Warner Bros. เมื่อปี 2023 ภาพยนตร์ไฮบริดคนแสดงผสมแอนิเมชันอย่าง Coyote vs. Acme ก็ได้โอกาสกลับมาฉายอีกครั้งด้วยความช่วยเหลือของผู้จัดจำหน่ายรายใหม่ Ketchup Entertainment และสามารถทำรายได้จากโรงภาพยนตร์ได้เกินความคาดหมายจนกลายเป็นกรณีตัวอย่างของหนังที่ฟื้นคืนชีพจากแรงสนับสนุนของแฟน ๆ
ล่าสุด หนังได้เริ่มเปิดให้เช่าและซื้อแบบดิจิทัลแล้วบนแพลตฟอร์มอย่าง Prime Video โดยราคาเช่าอยู่ที่ 19.99 ดอลลาร์สหรัฐ และซื้อขาดที่ 24.99 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะเดียวกันก็มีการเปิดให้พรีออเดอร์ชุดโฮมวิดีโอครบรูปแบบ ทั้ง DVD, Blu-ray และ 4K Blu-ray ซึ่งสะท้อนว่าหนังไม่ได้หยุดอยู่แค่การกลับมาฉายในโรง แต่กำลังขยายสู่ตลาดโฮมเอนเตอร์เทนเมนต์เต็มตัว
ตัวหนังเล่าเรื่องของ Wile E. Coyote ที่ตัดสินใจฟ้องบริษัท ACME หลังเผชิญอุบัติเหตุเจ็บตัวซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากอุปกรณ์ของแบรนด์ดังกล่าว โดยได้ทนายตกอับรับบทโดย Will Forte มาช่วยสู้คดี และมี John Cena รับบทฝั่งตัวแทนของ ACME โครงสร้างเรื่องนำความคลาสสิกของ Looney Tunes มาผสมกับแนวตลกเสียดสีโลกธุรกิจแบบหนังไลฟ์แอ็กชันผสมแอนิเมชัน
เดิมทีโครงการนี้ใช้งบสร้างราว 70 ล้านดอลลาร์ แต่ Warner Bros. เคยตัดสินใจเลื่อนหรือระงับการปล่อยหนังด้วยเหตุผลทางบัญชีและการลดหย่อนภาษี จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากแฟน ๆ และคนในวงการ หลังจากแรงกดดันต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สตูดิโอจึงเปิดทางให้ทีมผู้สร้างนำหนังไปเสนอขายให้ผู้จัดจำหน่ายรายอื่น จน Ketchup Entertainment เข้ามารับช่วงต่อ
เมื่อได้กลับมาฉายในโรงภาพยนตร์ Coyote vs. Acme ทำผลงานได้น่าพอใจมาก โดยทำรายได้ทั่วโลกมากกว่า 88 ล้านดอลลาร์ และบางรายงานประเมินว่าสูงแตะราว 100 ล้านดอลลาร์ กระแสดังกล่าวช่วยยืนยันว่าหนังที่เคยถูกมองว่าไม่มีอนาคตยังมีศักยภาพเชิงพาณิชย์ได้ หากได้รับการผลักดันที่เหมาะสม
IGN ยังให้คำชมในรีวิวอย่างมาก โดยมองว่าหนังเข้าใจเสน่ห์ของตัวละคร Looney Tunes อย่างแท้จริงและทำได้ดีในเกือบทุกด้าน การมาถึงของเวอร์ชันดิจิทัลหลังฉายโรงประมาณ 32 วันจึงเป็นการต่อยอดความสำเร็จของหนัง และยังเป็นสัญญาณถึงคุณค่าของการรักษางานแอนิเมชันและแฟรนไชส์เก่าแก่ให้มีโอกาสไปต่อในตลาดสมัยใหม่


