หัวหน้าเทคโนโลยีกองทัพเรือสหรัฐชวนเอกชนร่วมลงทุนในเทคโนโลยีทหารยุคใหม่
จัสติน ฟาเนลลี หัวหน้าเทคโนโลยีของกองทัพเรือสหรัฐฯ ใช้เวทีสาธารณะเพื่อส่งสัญญาณไปยังนักลงทุนและผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัปว่า กองทัพไม่ได้ตั้งใจทำวิจัยพื้นฐานหรือแบกรับความเสี่ยงในระยะเริ่มต้นเพียงลำพังอีกต่อ…

จัสติน ฟาเนลลี หัวหน้าเทคโนโลยีของกองทัพเรือสหรัฐฯ ใช้เวทีสาธารณะเพื่อส่งสัญญาณไปยังนักลงทุนและผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัปว่า กองทัพไม่ได้ตั้งใจทำวิจัยพื้นฐานหรือแบกรับความเสี่ยงในระยะเริ่มต้นเพียงลำพังอีกต่อไป แต่ต้องการทำงานแบบร่วมลงทุนกับกองทุนร่วมทุนและบริษัทเอกชนมากขึ้น แนวทางนี้สะท้อนการเปลี่ยนบทบาทของภาครัฐจากผู้สนับสนุนเทคโนโลยีแต่ต้นน้ำ ไปสู่ผู้ช่วยเร่งให้เทคโนโลยีที่มีศักยภาพเข้าสู่การใช้งานจริงในภารกิจทางทหารเร็วขึ้น
ฟาเนลลีกล่าวถึงตัวอย่างการจัดซื้อขนาดใหญ่ที่กองทัพเรือทำไปแล้ว เช่น ดีลระบบเติมเชื้อเพลิงอัตโนมัติวงเงิน 562 ล้านดอลลาร์ ซึ่งสะท้อนความพร้อมของกองทัพที่จะทุ่มงบให้กับระบบไร้คนขับและอัตโนมัติที่ช่วยลดภาระคนและเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติการ ข่าวนี้จึงชี้ว่าตลาดเทคโนโลยีป้องกันประเทศของสหรัฐยังมีเงินทุนไหลเข้าต่อเนื่อง โดยเฉพาะในโซลูชันที่สามารถยกระดับความคล่องตัวและความปลอดภัยของกำลังรบ
อีกประเด็นสำคัญคือกองทัพเรือได้ปรับ “รายการความต้องการ” ของตนใหม่ โดยเปิดรับเทคโนโลยีที่ครอบคลุมตั้งแต่ปัญญาประดิษฐ์ไปจนถึงควอนตัม คำเชิญนี้มีนัยว่าบริษัทที่กำลังพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานซอฟต์แวร์ การวิเคราะห์ข้อมูล อัตโนมัติ การสื่อสาร และการประมวลผลยุคถัดไป อาจมีโอกาสได้รับสัญญาหรือความร่วมมือมากขึ้น หากผลงานตอบโจทย์ภารกิจทางทหารโดยตรง
ในเชิงกลยุทธ์ บทสัมภาษณ์ดังกล่าวสะท้อนการแข่งขันด้านเทคโนโลยีระหว่างมหาอำนาจที่ดันให้กองทัพสหรัฐฯ ต้องหันมาดึงพลังจากภาคเอกชนมากขึ้น ทั้งในมิติของความเร็วในการพัฒนา ต้นทุน และการเข้าถึงนวัตกรรมที่เกิดจากตลาดเชิงพาณิชย์ ฟาเนลลีพยายามส่งข้อความชัดเจนว่า สตาร์ทอัปที่กำลังมองหาลูกค้ารายใหญ่หรือพันธมิตรเชิงลึก ควรพิจารณาโอกาสในระบบนิเวศป้องกันประเทศของสหรัฐ โดยเฉพาะสาขาที่กองทัพเรือประกาศต้องการอย่างชัดเจน
สำหรับนักลงทุน ข่าวนี้ชี้ให้เห็นว่าเทคโนโลยีด้านกลาโหมยังเป็นพื้นที่ที่รัฐพร้อมร่วมทุนและเปิดรับนวัตกรรมใหม่มากขึ้น แต่การเข้าสู่ตลาดดังกล่าวยังต้องอาศัยความเข้าใจด้านข้อกำกับ ความมั่นคง และกระบวนการจัดซื้อที่ซับซ้อนพอสมควร นั่นหมายความว่าผู้เล่นที่มีเทคโนโลยีพร้อมใช้งานและสามารถพิสูจน์ผลลัพธ์ได้จริงจะได้เปรียบมากกว่าบริษัทที่ยังอยู่ในช่วงทดลองแนวคิด


