เอกสารภายในชี้ นักวิทย์ Exxon เองกังขา “ทางออกโลกร้อน” ที่บริษัทโปรโมต
เอกสารภายในชุดใหม่ที่เปิดเผยจากคดีที่รัฐแมสซาชูเซตส์ฟ้อง ExxonMobil ชี้ให้เห็นว่าความกังขาเรื่องวิกฤตภูมิอากาศและวิธีรับมือมีอยู่ในองค์กรของบริษัทมานานกว่าที่เคยรับรู้ โดยเอกสารหนึ่งที่เป็นประเด็นคือ…

เอกสารภายในชุดใหม่ที่เปิดเผยจากคดีที่รัฐแมสซาชูเซตส์ฟ้อง ExxonMobil ชี้ให้เห็นว่าความกังขาเรื่องวิกฤตภูมิอากาศและวิธีรับมือมีอยู่ในองค์กรของบริษัทมานานกว่าที่เคยรับรู้ โดยเอกสารหนึ่งที่เป็นประเด็นคือบันทึกภายในปี 1988 จาก Frank Sprow นักวิจัยของ Exxon ซึ่งเตือนเพื่อนร่วมงานว่าหากโลกหันมาเห็นพ้องว่าต้องมีมาตรการลดผลกระทบก๊าซเรือนกระจก Exxon อาจได้รับผลกระทบเชิงลบอย่างมาก บันทึกนี้ถูกเขียนขึ้นในช่วงที่นักวิทยาศาสตร์และองค์กรระหว่างประเทศเริ่มยอมรับความเสี่ยงของภาวะโลกร้อนมากขึ้นอย่างรวดเร็ว
บทความระบุว่าเอกสารชุดนี้ถูกเปิดเผยโดยไม่ค่อยเป็นที่สนใจนักในกระบวนการทางกฎหมายที่รัฐแมสซาชูเซตส์ยื่นฟ้อง ExxonMobil ตั้งแต่ปี 2019 และมีบางส่วนเพิ่งถูกนำมาอ้างถึงในสื่อเมื่อไม่นานนี้ ขณะเดียวกัน เอกสารหลายชิ้นยังไม่เคยถูกเผยแพร่เต็มรูปแบบมาก่อน จึงทำให้ภาพที่ได้ไม่ใช่แค่ประวัติศาสตร์ของการรับรู้เรื่องโลกร้อน แต่ยังสะท้อนความตึงเครียดระหว่างสิ่งที่บริษัทสื่อสารต่อสาธารณะกับสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ภายในประเมินกันจริงๆ
ประเด็นสำคัญของรายงานนี้อยู่ที่เอกสารที่ใหม่กว่า ซึ่งแสดงให้เห็นว่านักวิทยาศาสตร์ของ Exxon เองยังตั้งข้อสงสัยต่อคำกล่าวอ้างด้านโซลูชันสภาพภูมิอากาศที่บริษัทนำเสนอ ทั้งในเรื่องเชื้อเพลิงชีวภาพและเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (carbon capture and storage) ซึ่งมักถูกนำเสนอในฐานะทางออกสำคัญของอุตสาหกรรมพลังงาน แต่ภายในบริษัทกลับมีเสียงเตือนว่าศักยภาพจริงอาจไม่สอดคล้องกับภาพลักษณ์ที่ถูกโปรโมต
สาระของเรื่องนี้จึงไม่ใช่เพียงว่าบริษัทน้ำมันรายใหญ่รับรู้ปัญหาโลกร้อนมานานแค่ไหน แต่ยังเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของแนวทาง “ทางออกเทคโนโลยี” ที่ภาคธุรกิจพลังงานใช้สื่อสารกับสังคมและผู้กำหนดนโยบาย เอกสารภายในที่ขัดกับคำโฆษณาภายนอกอาจมีผลต่อการถกเถียงเรื่องความรับผิดชอบของบริษัท การกำกับดูแล และความจำเป็นของนโยบายสาธารณะที่เข้มงวดมากขึ้น
โดยรวม รายงานของ Ars Technica ชี้ว่าความขัดแย้งระหว่างข้อกังวลภายใน Exxon กับภาพที่บริษัทนำเสนอเกี่ยวกับการแก้ปัญหาโลกร้อนยังคงเป็นประเด็นสำคัญในข้อพิพาททางกฎหมายและการเมืองด้านสภาพภูมิอากาศ และอาจมีผลต่อการประเมินบทบาทของอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลในช่วงเปลี่ยนผ่านพลังงานต่อไป


