อดีตผู้กำกับ Ubisoft เปรียบการทำเกมขนาดใหญ่เหมือนหลบถังไฟตกจากตึก
คลินต์ ฮ็อกกิ้ง อดีตผู้กำกับและครีเอทีฟไดเรกเตอร์ของ Ubisoft ซึ่งเคยมีบทบาทกับซีรีส์ Splinter Cell, Far Cry, Watch Dogs และ Assassin’s Creed ออกมาเล่ามุมมองต่อการพัฒนาเกมระดับ AAA ที่มีทีมงานขนาดมหึมา…

คลินต์ ฮ็อกกิ้ง อดีตผู้กำกับและครีเอทีฟไดเรกเตอร์ของ Ubisoft ซึ่งเคยมีบทบาทกับซีรีส์ Splinter Cell, Far Cry, Watch Dogs และ Assassin’s Creed ออกมาเล่ามุมมองต่อการพัฒนาเกมระดับ AAA ที่มีทีมงานขนาดมหึมาว่าเป็นประสบการณ์ที่ซับซ้อนและเหนื่อยล้ายิ่งขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อสเกลการทำงานขยายใหญ่ขึ้น เขาใช้ภาพเปรียบเทียบว่ามันเหมือนทำงานอยู่ใต้ “ถังไฟที่ตกลงมาจากไซต์ก่อสร้าง” เพื่อสื่อถึงความวุ่นวายและแรงเสียดทานของกระบวนการผลิตเกมสมัยใหม่
ฮ็อกกิ้งอธิบายว่า ในยุคที่เขาทำงานกับทีมเล็กกว่าอย่าง Splinter Cell: Chaos Theory เขาสามารถเดินไปคุยกับคนที่ลงมือสร้างงานจริงได้โดยตรง และให้ข้อเสนอแนะละเอียด ๆ ได้ทันที เช่น การจัดวางแสงเพื่อช่วยนำทางผู้เล่น แต่เมื่อโครงการใหญ่ขึ้นจนมีคนเกี่ยวข้องราวพันคน การรีวิวคอนเทนต์หนึ่งชิ้นอาจกลายเป็นการประชุมที่มีคนเข้าร่วมหลายสิบคน ทั้งผู้บริหาร โปรดิวเซอร์ และผู้จัดการโปรเจกต์ ขณะที่คนที่ลงมือสร้างงานนั้นจริง ๆ อาจไม่ได้อยู่ในห้องประชุมด้วยซ้ำ
เขาชี้ว่า ปัญหาหลักของการทำงานขนาดใหญ่คือข้อเสนอแนะต้องผ่านคนหลายชั้น ถูกจดลงระบบงานอย่าง Jira และรอคิวตามลำดับ จนกว่าจะได้เริ่มแก้ไขจริงอาจต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์ เมื่อถึงเวลาตรวจรอบถัดไป บริบทของงานอาจเปลี่ยนไปแล้ว ทำให้การปรับปรุงที่วางแผนไว้ไม่ทันต่อจังหวะของการพัฒนา และลดประสิทธิภาพของการสื่อสารระหว่างผู้นำงานกับทีมสร้างสรรค์
คำให้สัมภาษณ์นี้เกิดขึ้นไม่กี่เดือนหลังจากฮ็อกกิ้งแยกทางกับ Ubisoft ท่ามกลางการปรับโครงสร้างผู้บริหารของแฟรนไชส์ Assassin’s Creed โดยก่อนหน้านั้นเขากำลังเป็นหัวหน้าทีมพัฒนา Assassin’s Creed Hexe ที่สตูดิโอในมอนทรีออล บทบาทของเขาในโปรเจกต์ดังกล่าวถูกส่งต่อให้ Jean Guesdon ซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายคอนเทนต์ของซีรีส์และเป็นผู้มีประสบการณ์ยาวนานกับแฟรนไชส์นี้
บทความยังทบทวนเส้นทางอาชีพของฮ็อกกิ้งว่า เขาเริ่มจาก Ubisoft ตั้งแต่ยุคแรก ๆ ของ Splinter Cell จากนั้นขึ้นเป็นครีเอทีฟไดเรกเตอร์ใน Chaos Theory และ Far Cry 2 ก่อนออกไปทำงานกับ LucasArts, Valve และ Amazon ช่วงหนึ่ง แล้วกลับมาที่ Ubisoft อีกครั้งเพื่อคุม Watch Dogs: Legion ซึ่งออกในปี 2020 และได้รับเสียงตอบรับคละเคล้า ทั้งนี้ Legion คือผลงานที่วางจำหน่ายสำเร็จเพียงเกมเดียวของเขานับจาก Far Cry 2 เป็นต้นมา
โดยภาพรวม ฮ็อกกิ้งกำลังสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของการสร้างเกมฟอร์มยักษ์ในยุคปัจจุบันว่า ขนาดทีมที่ใหญ่ขึ้นไม่ได้แปลว่าการผลิตจะราบรื่นขึ้นเสมอไป ตรงกันข้าม มันอาจทำให้การตัดสินใจช้าลง การแก้ปัญหาไกลจากตัวงานจริง และลดพื้นที่สำหรับการทำงานเชิงสร้างสรรค์แบบใกล้ชิดที่เคยเป็นจุดแข็งของการพัฒนาเกมในอดีต


