นักวิเคราะห์ชี้ EA มอง Mass Effect เป็นโปรเจกต์ภาพลักษณ์ และการปิด BioWare เป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้
นักวิเคราะห์เกมให้ความเห็นกับ IGN ว่า การปิด BioWare และการยกเลิก/ชะลอหลายโปรเจกต์ภายใต้ EA ไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจนัก เมื่อพิจารณาจากโครงสร้างธุรกิจใหม่ของ EA หลังการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่และภาระหนี้…

นักวิเคราะห์เกมให้ความเห็นกับ IGN ว่า การปิด BioWare และการยกเลิก/ชะลอหลายโปรเจกต์ภายใต้ EA ไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจนัก เมื่อพิจารณาจากโครงสร้างธุรกิจใหม่ของ EA หลังการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่และภาระหนี้จำนวนมากของบริษัท พวกเขามองว่าซีรีส์ระดับตำนานอย่าง Mass Effect ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม “โปรเจกต์พรีเมียม” หรือผลงานที่มีคุณค่าด้านภาพลักษณ์มากกว่าการเป็นตัวขับเคลื่อนรายได้หลัก จึงมีโอกาสน้อยที่ EA จะเร่งลงทุนเต็มที่กับเกมภาคต่อในระยะสั้น
ข่าวนี้เกิดขึ้นหลัง EA ประกาศปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม ซึ่งรวมถึงการยกเลิกบางโครงการ การปิดสตูดิโอ BioWare และการปลดพนักงานราว 400 คน BioWare เป็นสตูดิโอแคนาดาที่อยู่เบื้องหลังเกม RPG สำคัญจำนวนมาก เช่น Mass Effect, Dragon Age, Baldur’s Gate, Neverwinter Nights และ KOTOR ทำให้การปิดสตูดิโอครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรมเกมตะวันตก
ประเด็นที่แฟน ๆ จับตาคือความเป็นไปได้ที่ EA จะขายทรัพย์สินทางปัญญา หรือ IP ของ BioWare ออกไปแทนการปล่อยให้จางหายไป อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่าการซื้อ IP เหล่านี้ไปทำต่อไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมีต้นทุนสูง ใช้เวลาพัฒนาอีกนาน และต้องใช้ทีมที่มีประสบการณ์กับเกมขนาดใหญ่ระดับ AAA บริษัทที่มีศักยภาพอย่าง CD Projekt Red เองก็มีโปรเจกต์ของตัวเองเต็มมืออยู่แล้ว จึงไม่ใช่ผู้ซื้อที่เหมาะสมโดยอัตโนมัติ
เมื่อมองในเชิงธุรกิจ นักวิเคราะห์อธิบายว่า EA ภายใต้เจ้าของรายใหม่ให้ความสำคัญกับกระแสเงินสดที่คาดการณ์ได้มากขึ้น เช่น เกมกีฬา เกมแบบ live service และตลาดใหม่อย่างเอเชีย ขณะที่งานอย่าง Mass Effect อาจถูกมองว่าเป็นผลงานที่สำคัญเชิงแบรนด์ แต่ไม่ใช่แหล่งรายได้สม่ำเสมอแบบที่ฝ่ายบริหารต้องการในช่วงต้องรับมือหนี้จำนวนมาก ข้อมูลที่อ้างถึงในรายงานระบุว่า EA มีภาระหนี้ราว 18,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และต้องเร่งลดต้นทุนหลายร้อยล้านดอลลาร์ต่อปีเพื่อรองรับดอกเบี้ย
อีกปัจจัยคือผลงานล่าสุดของ BioWare ไม่ประสบความสำเร็จตามเป้า ทั้ง Mass Effect: Andromeda, Anthem และ Dragon Age: The Veilguard ที่ทำยอดขายต่ำกว่าคาด นักวิเคราะห์ชี้ว่าผลลัพธ์เหล่านี้ทำให้ความเชื่อมั่นต่อการลงทุนในสตูดิโอลดลง และยิ่งเมื่อเกมระดับ AAA มีต้นทุนสูงขึ้น การตัดทีมงานหรือยุติโครงการที่ยังอีกหลายปีกว่าจะออกวางขายจึงกลายเป็นทางเลือกที่บริษัทมองว่าคุ้มค่ากว่า
โดยสรุป นักวิเคราะห์มองว่าการปิด BioWare เป็นผลรวมของหลายแรงกดดัน ทั้งภาระหนี้หลังดีลซื้อกิจการ ความต้องการลดต้นทุน ผลงานเชิงพาณิชย์ที่ไม่เป็นไปตามคาด และความเปลี่ยนแปลงของตลาดเกม AAA แม้ยังไม่มีข้อยุติว่า EA จะขาย IP อย่าง Mass Effect ออกมาหรือไม่ แต่ความเห็นส่วนใหญ่สะท้อนว่าชะตาของแฟรนไชส์เหล่านี้ยังไม่แน่นอน และอนาคตของพวกมันขึ้นอยู่กับว่าบริษัทจะเลือกเก็บไว้เป็นทรัพย์สินเชิงภาพลักษณ์ หรือปล่อยให้หลุดมือไปในที่สุด


