จากทฤษฎีสมคบคิดสู่แนวนโยบายทรัมป์: เครือข่าย “เซ็นเซอร์” ที่ขยายจากออนไลน์สู่รัฐ
บทความนี้อธิบายว่าแนวคิดเรื่อง “เครือข่ายเซ็นเซอร์” ขนาดใหญ่ซึ่งฝังรากอยู่ในกลุ่มขวาจัดบนโลกออนไลน์ ค่อยๆ ไต่จากพื้นที่ชายขอบเข้าสู่นโยบายของรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้โดนัลด์ ทรัมป์ได้อย่างไร โดยจุดเปลี่ยน…

บทความนี้อธิบายว่าแนวคิดเรื่อง “เครือข่ายเซ็นเซอร์” ขนาดใหญ่ซึ่งฝังรากอยู่ในกลุ่มขวาจัดบนโลกออนไลน์ ค่อยๆ ไต่จากพื้นที่ชายขอบเข้าสู่นโยบายของรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้โดนัลด์ ทรัมป์ได้อย่างไร โดยจุดเปลี่ยนสำคัญคือการปิดหน่วย Counter Foreign Information Manipulation and Interference Hub (R/FIMI) ของกระทรวงต่างประเทศ สะท้อนท่าทีที่รัฐบาลมองว่ากิจกรรมด้านการต่อต้านข้อมูลบิดเบือนคือรูปแบบหนึ่งของการเซ็นเซอร์มากกว่ามาตรการความมั่นคงหรือความปลอดภัยทางข้อมูล
รายงานชี้ว่าแนวคิดดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่เติบโตจากความไม่พอใจของฝ่ายอนุรักษนิยมต่อการเปลี่ยนแปลงของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียหลังปี 2016 ซึ่งบริษัทเทคโนโลยีเริ่มเข้มงวดกับเนื้อหาที่เป็นข้อมูลเท็จและอิทธิพลจากต่างชาติ การปราบปรามบัญชีหรือโพสต์บางส่วนทำให้ผู้ใช้ขวาเชื่อว่ามีการเลือกปฏิบัติต่อเสียงของตน จนพัฒนาเป็นกรอบคิดเรื่อง “censorship-industrial complex” หรือเครือข่ายสถาบันรัฐ นักวิชาการ องค์กรภาคประชาสังคม และบริษัทเทคโนโลยีที่ร่วมกันปิดปากฝ่ายการเมืองบางกลุ่ม
หนึ่งในบุคคลสำคัญที่บทความยกให้เป็นแกนกลางของการขยายแนวคิดนี้คือ ไมค์ เบนซ์ อดีตเจ้าหน้าที่รัฐบาลทรัมป์ที่ต่อมากลายเป็นอินฟลูเอนเซอร์สายขวา งานวิเคราะห์ของ MIT Technology Review และ Type Investigations ระบุว่าเขาเป็นผู้ผลิตและเผยแพร่เนื้อหาเกี่ยวกับทฤษฎีนี้มากที่สุดคนหนึ่ง และข้อความของเขาถูกส่งต่อผ่านสื่อและพอดแคสต์ฝ่ายขวาจนกลายเป็นอิทธิพลระดับสูงในรัฐบาล เบนซ์ยังได้รับทั้งความสนใจและผลประโยชน์ส่วนตัวจากกระแสนี้ด้วย แม้เขาจะไม่ได้ตอบคำขอให้ให้ความเห็น
ผลที่ตามมาของกรอบคิดต่อต้าน “การเซ็นเซอร์” ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การยุบหน่วยงานในรัฐบาลกลางเท่านั้น แต่ยังสะท้อนในการรื้อโครงสร้างหลายส่วนที่เคยใช้ติดตามการแทรกแซงจากต่างชาติ เช่น หน่วยงานด้านความมั่นคงไซเบอร์ หน่วยงานต่อต้านอิทธิพลต่างชาติของ FBI และโครงการช่วยเหลือต่างประเทศบางส่วน รวมถึงยังถูกนำไปใช้สนับสนุนมาตรการด้านการเดินทางและการคว่ำบาตร ตลอดจนเพิ่มแรงตึงเครียดกับสหภาพยุโรปในประเด็นกฎระเบียบแพลตฟอร์มดิจิทัล
ผู้เขียนมองว่าความเสียหายไม่ได้เกิดเฉพาะกับระบบราชการสหรัฐฯ แต่กระทบต่อผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วโลก เพราะหลายกิจกรรมที่ถูกตีตราว่าเป็นการเซ็นเซอร์ แท้จริงแล้วเป็นความพยายามทำให้พื้นที่ออนไลน์ปลอดภัยขึ้น เช่น การตรวจจับเนื้อหาทางเพศที่ทำขึ้นโดยไม่ได้รับความยินยอม การช่วยผู้ถูกคุกคามหรือโดกซ์กิง และการแยกแยะตัวตนปลอมที่อาจเป็นสายปฏิบัติการของต่างชาติ
สาระสำคัญของบทความคือการชี้ให้เห็นว่าแนวคิดที่เริ่มจากข้อร้องเรียนของกลุ่มออนไลน์ฝ่ายขวา สามารถถูกทำให้มีน้ำหนักทางการเมืองและกลายเป็นแนวทางรัฐได้อย่างไร ผ่านการผสมกันของเรื่องจริงบางส่วน ความไม่ไว้วางใจต่อสถาบัน และการขยายความจนกลายเป็นข้ออ้างเชิงนโยบาย ซึ่งกำลังเปลี่ยนทั้งทิศทางความมั่นคงดิจิทัลของสหรัฐฯ และสมดุลการกำกับดูแลข้อมูลบนโลกออนไลน์ในวงกว้าง


