งานวิจัยชี้แผ่นน้ำแข็งลอเรนไทด์อาจเริ่มขยายตัวอีกครั้งเมื่อ 2,000 ปีก่อน ก่อนถูกโลกร้อนหยุดไว้
งานวิจัยใหม่ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Science ใช้หลักฐานทางกายภาพจาก Barnes Ice Cap บนเกาะ Baffin ในแถบอาร์กติกของแคนาดา เพื่อย้อนรอยประวัติของแผ่นน้ำแข็งลอเรนไทด์ ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในแผ่นน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่สุด…

งานวิจัยใหม่ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Science ใช้หลักฐานทางกายภาพจาก Barnes Ice Cap บนเกาะ Baffin ในแถบอาร์กติกของแคนาดา เพื่อย้อนรอยประวัติของแผ่นน้ำแข็งลอเรนไทด์ ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในแผ่นน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่สุดในยุคน้ำแข็งสมัยไพลสโตซีน ครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของแคนาดาด้วยน้ำแข็งหนาหลายกิโลเมตรและกักเก็บระดับน้ำทะเลไว้จำนวนมาก
นักวิจัยระบุว่าแผ่นน้ำแข็งลอเรนไทด์หดตัวลงจนมีขนาดเล็กที่สุดราว 3,600 ปีก่อน แล้วจึงเริ่มขยายกลับอีกรอบเมื่อประมาณ 2,000 ปีก่อน โดยตีความว่าช่วงดังกล่าวอาจเป็นจุดเริ่มต้นของรอบธารน้ำแข็งครั้งใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้นตามธรรมชาติ หลักฐานนี้ไม่ได้มาจากแบบจำลองเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการศึกษาสภาพของแผ่นน้ำแข็งที่ยังหลงเหลืออยู่ตรงใจกลางโดมเดิมของธารน้ำแข็งโบราณ
Barnes Ice Cap ถูกมองว่าเป็นชิ้นส่วนสุดท้ายที่เหลืออยู่ของโดมหนึ่งในแผ่นน้ำแข็งลอเรนไทด์ เมื่อธารน้ำแข็งค่อย ๆ บางลงตลอดช่วงโฮโลซีน ขอบของมันถอยร่นขึ้นไปบนเกาะ Baffin จนเหลือเป็นแกนที่ยุบตัวลงจากเดิมที่เคยหนาราวสองไมล์ นักวิจัยอธิบายว่าเหตุผลที่แหล่งน้ำแข็งนี้บันทึกประวัติของตัวเองไว้ได้ ก็เพราะเงื่อนไขอุณหภูมิที่ฐานของมัน ซึ่งช่วยรักษาหลักฐานทางธรณีวิทยาและน้ำแข็งเก่าแก่เอาไว้
สิ่งที่น่าสนใจคือ การเติบโตกลับของแผ่นน้ำแข็งตามธรรมชาติที่งานวิจัยเสนอว่าเริ่มต้นขึ้นนั้น อาจดำเนินต่อไปได้อีกหลายพันปีหากไม่มีอิทธิพลจากมนุษย์ แต่ข้อมูลชี้ว่าภาวะโลกร้อนจากกิจกรรมมนุษย์ได้ย้อนทิศแนวโน้มนี้กลับไปราวช่วงทศวรรษ 1960 ทำให้การขยายตัวของน้ำแข็งถูกหยุดและอาจเปลี่ยนไปสู่การละลายแทน
ผลการศึกษานี้จึงมีนัยสำคัญทั้งต่อความเข้าใจประวัติภูมิอากาศโลกและต่อการตีความอนาคตของแผ่นน้ำแข็งในอาร์กติก เพราะชี้ว่าแผ่นน้ำแข็งขนาดมหึมาไม่เพียงถอยร่นลงอย่างเดียว แต่สามารถกลับมาขยายตัวได้เมื่อเงื่อนไขเหมาะสม อย่างไรก็ตาม วงจรธรรมชาติที่อาจนำไปสู่ยุคน้ำแข็งรอบใหม่ได้ถูกแทรกแซงอย่างชัดเจนโดยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มนุษย์ก่อขึ้น


