ผู้เชี่ยวชาญชี้สตูดิโอเกมญี่ปุ่นรอดวิกฤติเลย์ออฟได้ดีกว่า เพราะทีมเล็กและผู้บริหารรับค่าตอบแทนน้อยกว่า
อามีร์ ซาตวัต อดีตผู้บริหารฝ่ายพัฒนาธุรกิจของ Tencent Games และผู้ก่อตั้งรางวัล Game Changer ของ The Game Awards ให้มุมมองว่า วิกฤติเลย์ออฟในอุตสาหกรรมเกมที่ยืดเยื้อหลายปีไม่ได้กระทบทุกภูมิภาคเท่ากัน…

อามีร์ ซาตวัต อดีตผู้บริหารฝ่ายพัฒนาธุรกิจของ Tencent Games และผู้ก่อตั้งรางวัล Game Changer ของ The Game Awards ให้มุมมองว่า วิกฤติเลย์ออฟในอุตสาหกรรมเกมที่ยืดเยื้อหลายปีไม่ได้กระทบทุกภูมิภาคเท่ากัน โดยเขามองว่าผู้พัฒนาเกมในอเมริกาเหนือและยุโรปตะวันตก โดยเฉพาะสตูดิโอ AAA แบบดั้งเดิม เป็นจุดที่เสียหายหนักที่สุด และสภาพการณ์นี้อาจรุนแรงพอ ๆ กับวิกฤตวิดีโอเกมปี 1983 สำหรับคนทำงานในฝั่งตะวันตก
ในทางตรงกันข้าม ซาตวัตระบุว่าญี่ปุ่นอยู่ในสถานการณ์ที่แตกต่างอย่างชัดเจน เขาชี้ว่าบริษัทเกมญี่ปุ่นจำนวนมากมีวัฒนธรรมรักษาพนักงานไว้ แม้ต้องยอมลดกำไรระยะสั้นหรือจ่ายค่าตอบแทนผู้บริหารน้อยลงก็ตาม เขายกตัวอย่าง Nintendo, Konami และ Capcom ว่ามีอัตรารักษาพนักงานสูงมากในระดับเกิน 97% ซึ่งสะท้อนแนวคิดที่ให้ความสำคัญกับเสถียรภาพขององค์กรและแรงงานมากกว่าการปรับโครงสร้างแบบรุนแรง
ซาตวัตยังอธิบายว่า สตูดิโอญี่ปุ่นมักมีทีมที่เล็กและกระทัดรัดกว่า และไม่ได้ทุ่มทรัพยากรเข้าสู่กระแสเกมบริการระยะยาวหรือโปรเจ็กต์บล็อกบัสเตอร์ที่ต้องใช้คนจำนวนมหาศาลหลายร้อยชีวิตเหมือนที่เกิดขึ้นในตะวันตก ปัจจัยนี้ทำให้ความเสี่ยงจากการขยายทีมเกินตัวและการหดตัวอย่างฉับพลันเมื่อรายได้ไม่เป็นไปตามคาด ลดลงไปมาก
อีกประเด็นที่เขามองว่าสำคัญคือโครงสร้างค่าตอบแทนผู้บริหาร โดยซาตวัตชี้ว่าผู้บริหารในญี่ปุ่นยังได้รับค่าตอบแทนสูง แต่ไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกับบรรษัทเกมยักษ์ใหญ่ในสหรัฐฯ ที่ค่าตอบแทนอาจสูงถึงหลายสิบล้านดอลลาร์ต่อปี เขามองว่าระดับเงินเดือนที่ “พอเหมาะกว่า” นี้ช่วยลดแรงกดดันให้บริษัทต้องไล่เติบโตหรือทำกำไรในระดับที่เสี่ยงเกินไป
อย่างไรก็ดี เขาย้ำว่าไม่ได้หมายความว่าอุตสาหกรรมเกมญี่ปุ่นไม่มีการปลดพนักงานเลย เพียงแต่จำนวนและความรุนแรงของการเลย์ออฟยังน้อยกว่าที่เห็นในอเมริกาเหนือและยุโรปตะวันตกมาก ขณะเดียวกัน บทความยังหยิบข้อมูลค่าแรงมาประกอบ โดยอ้างอิงรายงานในญี่ปุ่นที่ประเมินเงินเดือนเฉลี่ยของนักพัฒนาเกมราว 37,000 ดอลลาร์ต่อปี ซึ่งต่ำกว่าตัวเลขเฉลี่ยในสหรัฐฯ ที่รายงานล่าสุดจาก GDC อยู่ราว 142,000 ดอลลาร์จากกลุ่มตัวอย่างผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม
ซาตวัตประเมินภาพรวมของตลาดงานเกมว่า อุตสาหกรรมยังคงมีการจ้างงานใหม่อยู่ แต่ระดับการเติบโตแทบแค่พอชดเชยการลาออกตามปกติ และต่ำกว่าช่วงปลายทศวรรษ 2010 อย่างชัดเจน เขาคาดว่าช่วงปี 2022-2026 อุตสาหกรรมอาจมีการเลย์ออฟรวมราว 58,000 ตำแหน่ง ขณะที่มีงานใหม่เพิ่มขึ้นเพียง 32,000-67,000 ตำแหน่ง เทียบกับช่วง 2017-2021 ที่มีการขยายตัวของงานใหม่ราว 150,000 ตำแหน่ง
เมื่อมองไปข้างหน้า ซาตวัตเชื่อว่าอุตสาหกรรมเกมมีแนวโน้มที่จะหดตัวจากขนาดปัจจุบันในที่สุด แม้อาจมีจุดสมดุลใหม่ที่ไม่รุนแรงเท่าการทรุดตัวครั้งใหญ่ก็ตาม ข้อสรุปของเขาสะท้อนว่าความไม่สมดุลของวิกฤติเลย์ออฟไม่ได้เกิดจากปัจจัยเดียว แต่เป็นผลรวมของขนาดทีม โมเดลธุรกิจ วัฒนธรรมองค์กร และระดับค่าตอบแทนที่แตกต่างกันอย่างมากระหว่างภูมิภาค


