ทอร์วัลดส์เล่าประสบการณ์ไล่บั๊กกับ AI ที่บอกว่าแก้ไม่ได้
ลินัส ทอร์วัลดส์ ผู้สร้างลินุกซ์ ออกมาเล่าประสบการณ์ไล่บั๊กที่เขาเรียกว่าเป็น “debug session from hell” ระหว่างทำงานกับผู้ช่วย AI โดยต้นตอของปัญหาไม่ได้เป็นข้อผิดพลาดเชิงไวยากรณ์หรือโค้ดเสียชัดเจน แต่…

ลินัส ทอร์วัลดส์ ผู้สร้างลินุกซ์ ออกมาเล่าประสบการณ์ไล่บั๊กที่เขาเรียกว่าเป็น “debug session from hell” ระหว่างทำงานกับผู้ช่วย AI โดยต้นตอของปัญหาไม่ได้เป็นข้อผิดพลาดเชิงไวยากรณ์หรือโค้ดเสียชัดเจน แต่เป็นการใช้ฟังก์ชันที่ยังถูกต้องในเชิงเทคนิค ทว่าทำงานไม่ตรงกับที่ต้องการ จึงต้องอาศัยการตรวจสอบซ้ำหลายรอบกว่าจะหาต้นเหตุเจอ
ทอร์วัลดส์ระบุว่าปัญหาจริงสุดท้ายจบลงที่การแก้ค่าที่ใช้กับฟังก์ชันจากแนวคิดแบบ round_up ให้เป็น round_down แต่กว่าจะไปถึงจุดนั้นต้องเพิ่มแพตช์สำหรับใส่ข้อมูลดีบักต่อเนื่องถึง 24 ครั้ง และบูตเคอร์เนล 18 รอบเพื่อค่อย ๆ แคบวงปัญหาให้เหลือสาเหตุเดียว เขาใช้เรื่องนี้เป็นตัวอย่างว่าการพึ่ง AI ในงานเขียนโค้ดไม่ได้หมายความว่ามันจะเข้าใจปัญหาซับซ้อนหรือหาทางแก้ได้เสมอไป
ระหว่างกระบวนการดังกล่าว AI ที่ช่วยเขาทำงานหลายครั้งยืนยันตรง ๆ ว่าปัญหานี้ “เป็นไปไม่ได้และแก้ไม่ได้” และเสนอให้เขาเขียนรายงานสรุปแทน แต่ทอร์วัลดส์ยังคงไล่ตรวจและเพิ่มโค้ดดีบักต่อไปจนกว่าจะเจอสาเหตุที่แท้จริง แม้ AI จะพยายามถอดใจหลายครั้ง เขาก็ยังชื่นชมว่าระบบยังคงเพิ่มโค้ดและวิเคราะห์ข้อมูลตามที่สั่งอย่างสม่ำเสมอ
สุดท้ายทอร์วัลดส์ยังให้เครดิต AI โดยระบุว่าเมื่อมันช่วยวิเคราะห์และบันทึกข้อมูลจนงานเสร็จ เขาก็ปล่อยให้ AI เป็นคนเขียน commit message ของแพตช์นั้นด้วย เหตุการณ์นี้สะท้อนภาพการใช้งาน AI ในงานพัฒนา software แบบชัดเจนว่า AI อาจช่วยงานได้จริง แต่เมื่อเจอปัญหาที่ต้องอาศัยการตีความเชิงวิศวกรรม การขุดข้อมูลเชิงลึก และความดื้อในการไล่หาต้นตอ มนุษย์ยังเป็นคนที่ต้องเป็นผู้คุมเกม
บทความยังโยงไปถึงประเด็นถกเถียงวงกว้างเรื่อง generative AI ในงานเขียนโค้ด ตั้งแต่กระแส “vibe coding” ไปจนถึงเสียงวิจารณ์ว่าการพึ่ง AI มากเกินไปอาจทำให้คุณภาพโปรเจกต์ตกลงและจัดการยากขึ้นในระยะยาว แม้จะมีคนมองว่า AI ช่วยเร่งการพัฒนาได้ แต่กรณีของทอร์วัลดส์ก็เป็นตัวอย่างว่าความสามารถของมนุษย์ในการตั้งสมมติฐาน ตรวจสอบ และไม่ยอมแพ้ ยังมีบทบาทสำคัญมากในการแก้ปัญหาทางซอฟต์แวร์ที่ซับซ้อน


