ดีล Xbox กับ Physint ของโคจิมะ ต่ำกว่างบเกมพรีเมียมทั่วไปของค่าย
รายงานล่าสุดระบุว่า Microsoft หรือ Xbox ได้ปิดดีลสนับสนุนโปรเจกต์ Physint ของฮิเดโอะ โคจิมะด้วยวงเงินที่ “ต่ำกว่ามาก” เมื่อเทียบกับสิ่งที่ปกติ Xbox มักใช้พัฒนาบิ๊กโปรเจกต์ระดับพรีเมียม โดยดีลดังกล่าว…

รายงานล่าสุดระบุว่า Microsoft หรือ Xbox ได้ปิดดีลสนับสนุนโปรเจกต์ Physint ของฮิเดโอะ โคจิมะด้วยวงเงินที่ “ต่ำกว่ามาก” เมื่อเทียบกับสิ่งที่ปกติ Xbox มักใช้พัฒนาบิ๊กโปรเจกต์ระดับพรีเมียม โดยดีลดังกล่าวเกิดขึ้นหลังโคจิมะนำเสนอเกมนี้ให้กับ Asha Sharma ซีอีโอคนใหม่ของ Xbox หลังจากที่ Sony ยกเลิกแผนเดิมซึ่งเคยผูกกับ PlayStation มาก่อน
ก่อนหน้านี้มีข่าวลือเรื่องงบของ Physint หลายกระแส ตั้งแต่ตัวเลขระดับ 400 ล้านดอลลาร์ไปจนถึงรายงานภายหลังที่ชี้ว่าสูงเกินจริง แต่บทความโปรไฟล์ของ New York Times ที่กล่าวถึง Sharma ได้ให้ภาพใหม่ว่า การเจรจาครั้งนี้มีมูลค่าต่ำกว่าที่หลายคนคาด และยังรวมสิทธิ์ด้านภาพยนตร์และโทรทัศน์ไว้ในข้อตกลงด้วย แปลว่า Xbox ไม่ได้สนับสนุนเพียงแค่การสร้างเกม แต่กำลังมองไปถึงการต่อยอดทรัพย์สินทางปัญญาในสื่ออื่น
โคจิมะเคยให้สัมภาษณ์กับ IGN ว่าเหตุผลที่ Xbox สนใจโปรเจกต์นี้ไม่ใช่แค่การลงเงินสร้างเกม แต่เป็นการมองเห็นศักยภาพของ IP ในภาพรวม ทั้งภาพยนตร์ อนิเมะ และการขยายจักรวาลให้กว้างกว่าตลาดเกมแบบดั้งเดิม เขามองว่าวิสัยทัศน์ลักษณะนี้ไม่ใช่สิ่งที่ผู้จัดจำหน่ายเกมรายใหญ่มักทำกัน และเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เขาเลือกเดินหน้ากับ Microsoft
ประเด็นนี้สะท้อนแนวโน้มสำคัญของอุตสาหกรรมเกมที่ต้นทุนการพัฒนา AAA พุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ยอดขายเกมราคาเต็มไม่ได้เติบโตตาม ทำให้ค่ายต่าง ๆ ต้องระวังเรื่องความคุ้มทุนมากขึ้น การที่ Xbox ปิดดีลในระดับต่ำกว่าค่าใช้จ่ายมาตรฐานของเกมพรีเมียม จึงอาจเป็นการลดความเสี่ยง พร้อมกันนั้นก็เปิดทางให้สร้างรายได้จากสื่อดัดแปลงในอนาคต
รายงานยังเชื่อมโยงกับข่าวก่อนหน้าจาก Bloomberg ซึ่งระบุว่า Sony เคยมีความกังวลเกี่ยวกับความสำเร็จของ Death Stranding รวมถึงไทม์ไลน์ งบประมาณ และกลยุทธ์แพลตฟอร์มของ Physint อย่างไรก็ตาม Kojima Productions ออกแถลงการณ์ยืนยันว่าบริษัทมีสถานะการเงินมั่นคง การพัฒนา Physint เดินหน้ากับ Xbox ต่อไป และความสัมพันธ์กับ PlayStation ยังเป็นมิตรอยู่
ขณะนี้ Physint ยังไม่มีกรอบเวลาวางจำหน่ายที่ชัดเจน และคาดว่าจะตามมาหลังจาก OD ซึ่งเป็นเกมถัดไปของโคจิมะที่พัฒนาสำหรับ Xbox เช่นกัน โดยรวมแล้วดีลนี้ชี้ให้เห็นทั้งการเปลี่ยนสมดุลของโปรเจกต์ระดับบิ๊กเนมในอุตสาหกรรมเกม และแนวโน้มที่ค่ายเกมจะมอง IP เป็นสินทรัพย์ข้ามแพลตฟอร์มมากขึ้น ไม่ใช่แค่ผลิตภัณฑ์เกมเพียงอย่างเดียว


