งานศึกษาชี้การเดินทางภายในสหรัฐเร่งกระจายหัดจากเซาท์แคโรไลนาไปวอชิงตัน
บทความนี้อ้างถึงงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร NEJM Evidence ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ความเสี่ยงของการระบาดโรคหัดในสหรัฐฯ ไม่ได้มาจากผู้เดินทางจากต่างประเทศเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่การเดินทางระหว่างรัฐภายใน…

บทความนี้อ้างถึงงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร NEJM Evidence ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ความเสี่ยงของการระบาดโรคหัดในสหรัฐฯ ไม่ได้มาจากผู้เดินทางจากต่างประเทศเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่การเดินทางระหว่างรัฐภายในประเทศก็กลายเป็นช่องทางสำคัญที่ทำให้เชื้อแพร่กระจายได้กว้างขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่อัตราการฉีดวัคซีนลดลงในหลายพื้นที่
กรณีศึกษาหลักคือการระบาดครั้งใหญ่ในเซาท์แคโรไลนา ซึ่งภายหลังแพร่ต่อไปถึงรัฐวอชิงตันผ่านเหตุการณ์นำเข้าเชื้อแยกกันถึง 5 ครั้งภายในช่วง 2 สัปดาห์ในเดือนมกราคม เจ้าหน้าที่สาธารณสุขของวอชิงตันรายงานว่า การนำเข้าเชื้อเหล่านี้ก่อให้เกิดผู้ป่วยรวม 26 รายในรัฐ ก่อนที่การสืบสวนและมาตรการควบคุมจะหยุดยั้งการระบาดได้
รายงานระบุว่า การระบาดในเซาท์แคโรไลนาเริ่มต้นเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2025 และถูกประกาศสิ้นสุดเมื่อ 26 เมษายน 2026 โดยในช่วงนั้นมีผู้ติดเชื้อยืนยันแล้ว 997 ราย ซึ่งนับเป็นการระบาดครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่สหรัฐฯ ประกาศว่าหัดถูกกำจัดไปแล้วในปี 2000 อย่างไรก็ดี สถานะดังกล่าวถูกท้าทายมากขึ้นเมื่อการระบาดในเพนซิลเวเนียที่ยังดำเนินอยู่มีขนาดใหญ่กว่าในภายหลัง
สาระสำคัญของงานชิ้นนี้คือการชี้ว่า เมื่อภูมิคุ้มกันหมู่ลดลง การเดินทางภายในประเทศเองก็สามารถเชื่อมโยงการระบาดจากรัฐหนึ่งไปสู่อีกรัฐหนึ่งได้อย่างรวดเร็ว และทำให้หน่วยงานสาธารณสุขต้องรับมือกับการติดตามผู้สัมผัส การกักกัน และการป้องกันการแพร่ต่อในพื้นที่ที่ห่างไกลกันมากขึ้น ซึ่งเป็นความท้าทายใหม่ของระบบควบคุมโรคในสหรัฐฯ
ในมุมกว้าง บทความนี้สะท้อนว่าการลดลงของความเชื่อมั่นและการเข้าถึงวัคซีนกำลังเพิ่มโอกาสให้โรคที่ป้องกันได้กลับมาระบาดอีกครั้ง แม้แต่ในประเทศที่เคยกำจัดโรคนั้นไปแล้วก็ตาม ข้อค้นพบดังกล่าวจึงเป็นสัญญาณเตือนให้รัฐต่าง ๆ ต้องให้ความสำคัญกับการเฝ้าระวังโรค การสร้างภูมิคุ้มกัน และการตอบสนองต่อการระบาดข้ามพรมแดนภายในประเทศให้มากขึ้น


