กลุ่มเวชศาสตร์เจริญพันธุ์ยุโรปหนุนจำกัดจำนวนลูกจากผู้บริจาคสเปิร์ม
เรื่องนี้ชี้ให้เห็นแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นต่อระบบบริจาคอสุจิและไข่บริจาคในยุโรป หลังผู้ที่เกิดจากการอุ้มบุญหรือการทำเด็กหลอดแก้วด้วยผู้บริจาคเริ่มพบว่าพวกเขาอาจมีพี่น้องทางพันธุกรรมจำนวนมากเกินคาด และใน…

เรื่องนี้ชี้ให้เห็นแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นต่อระบบบริจาคอสุจิและไข่บริจาคในยุโรป หลังผู้ที่เกิดจากการอุ้มบุญหรือการทำเด็กหลอดแก้วด้วยผู้บริจาคเริ่มพบว่าพวกเขาอาจมีพี่น้องทางพันธุกรรมจำนวนมากเกินคาด และในบางกรณีมีหลักสิบไปจนถึงหลักร้อยคน ความเป็นจริงดังกล่าวทำให้หลายฝ่ายมองว่าระบบเดิมไม่สอดคล้องกับสิทธิของเด็กที่เกิดจากผู้บริจาค ซึ่งควรมีโอกาสรู้ที่มาทางชีววิทยาของตนเองและเชื่อมโยงกับญาติทางพันธุกรรมได้
ผู้ผลักดันประเด็นนี้คือกลุ่มด้านเวชศาสตร์เจริญพันธุ์ในยุโรป โดยเสนอให้กำหนดเพดานการบริจาคแบบข้ามประเทศเป็นอันดับแรก เพราะในทางปฏิบัติหลายประเทศแม้จะมีข้อจำกัดอยู่แล้ว แต่การบังคับใช้ทำได้ยากมาก เนื่องจากสเปิร์มถูกแช่แข็งไว้ได้นานและมักถูกซื้อขายข้ามพรมแดน ทำให้ผู้บริจาคคนเดียวสามารถมีบุตรในหลายประเทศ และบางคนอาจเสียชีวิตไปแล้วก่อนที่ลูกที่เกิดจากการบริจาคจะตามหาตัวตนหรือประวัติครอบครัวได้
กรณีอื้อฉาวที่ถูกยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างคือผู้บริจาคชาวดัตช์คนหนึ่งที่อสุจิของเขาถูกนำไปใช้กับเด็กจำนวนมากถึงราว 550-600 คน รวมถึงกรณีผู้บริจาคในเดนมาร์กที่ภายหลังพบการกลายพันธุ์ทางพันธุกรรมซึ่งเพิ่มความเสี่ยงมะเร็ง แต่ตัวอสุจิถูกนำไปใช้จนมีเด็กเกิดมาอย่างน้อย 197 คน เหตุการณ์ลักษณะนี้สะท้อนความเสี่ยงทั้งด้านจริยธรรม ความปลอดภัยทางสุขภาพ และโอกาสที่พี่น้องทางพันธุกรรมจะไม่รู้ตัวจนเกิดความสัมพันธ์เชิงคู่ครองโดยไม่ตั้งใจในอนาคต
แม้หลายประเทศในยุโรปจะมีเพดานอยู่แล้ว เช่น บางประเทศจำกัดแค่เด็กหนึ่งคนต่อผู้บริจาค ขณะที่สหราชอาณาจักรกำหนดเป็นไม่เกิน 10 ครอบครัวต่อผู้บริจาค แต่กติกาเหล่านี้มักใช้ได้ยากเมื่อมีการนำเข้าอสุจิจากต่างประเทศ เดนมาร์กเป็นผู้ส่งออกสเปิร์มรายสำคัญ และข้อมูลที่ยกในบทความชี้ว่าในสหราชอาณาจักรอสุจิที่ใช้ในปี 2020 มากกว่าครึ่งหนึ่งนำเข้ามาจากต่างประเทศเป็นหลัก จึงทำให้การควบคุมในระดับชาติอย่างเดียวไม่เพียงพอ
ข้อเสนอของ ESHRE คือเริ่มจากเพดานระดับยุโรปที่ 50 ครอบครัวต่อผู้บริจาค ก่อนจะค่อยๆ ขยับไปสู่เป้าหมายที่เข้มงวดกว่านั้น เช่น 15 ครอบครัวต่อผู้บริจาค อย่างไรก็ดี นักวิจัยและผู้เกี่ยวข้องบางส่วนมองว่าตัวเลขนี้ยังสูงเกินไปและยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่าจำนวนเท่าใดจึงเหมาะสมจริง ขณะเดียวกันก็มีความกังวลว่าหากจำกัดเข้มเกินไป อาจทำให้ความต้องการสเปิร์มบริจาคหันไปพึ่งตลาดที่ไม่ได้กำกับดูแล ซึ่งมีความเสี่ยงด้านสุขภาพและสิทธิทางกฎหมายของทุกฝ่ายมากกว่า
โดยภาพรวม บทความสะท้อนว่าประเด็นการบริจาคเซลล์สืบพันธุ์กำลังก้าวจากเรื่องทางการแพทย์ไปสู่โจทย์สาธารณะและนโยบายระดับภูมิภาค ทั้งในเรื่องความโปร่งใส สิทธิของผู้เกิดจากการบริจาค การป้องกันความเสี่ยงทางพันธุกรรม และการสร้างระบบกำกับดูแลที่ทันกับเทคโนโลยีตรวจดีเอ็นเอและการแลกเปลี่ยนข้ามพรมแดน แม้ยังไม่ลงตัว แต่ข้อเสนอครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการกำหนดกติกาใหม่ให้เหมาะกับยุคปัจจุบัน


