รีวิว The Blood of Dawnwalker: RPG แวมไพร์ที่เล่นกับเวลาได้โดดเด่น
The Blood of Dawnwalker เป็นแอ็กชัน RPG มุมมองบุคคลที่สามจากทีมพัฒนาอดีตผู้สร้าง The Witcher 3 ที่หยิบธีมแวมไพร์มาขยายเป็นเกมโลกเปิดแนวดาร์กแฟนตาซีได้อย่างมีเอกลักษณ์ ผู้เล่นรับบทเป็น Coen แห่ง Laslea…

The Blood of Dawnwalker เป็นแอ็กชัน RPG มุมมองบุคคลที่สามจากทีมพัฒนาอดีตผู้สร้าง The Witcher 3 ที่หยิบธีมแวมไพร์มาขยายเป็นเกมโลกเปิดแนวดาร์กแฟนตาซีได้อย่างมีเอกลักษณ์ ผู้เล่นรับบทเป็น Coen แห่ง Laslea ชายหนุ่มที่เมืองถูกยึดโดยแวมไพร์ ก่อนจะติดเชื้อและกลายเป็นสิ่งมีชีวิตกึ่งมนุษย์กึ่งแวมไพร์ ทำให้การผจญภัยราว 40 ชั่วโมงของเขาเต็มไปด้วยแรงขับจากการล้างแค้นและการกอบกู้ Vale Sangora จากอำนาจมืด แม้พล็อตหลักจะไม่ได้พลิกสูตรใหม่มากนัก แต่บทรีวิวชี้ว่าหนังสือเล่าเรื่องและการนำเสนอทำได้แข็งแรงมาก
จุดเด่นสำคัญของเกมอยู่ที่ระบบกลางวันกลางคืนและการจำกัดเวลาในการเล่นเรื่องราว ซึ่งส่งผลต่อทั้งการสำรวจ การต่อสู้ และการตัดสินใจของผู้เล่นโดยตรง ในตอนกลางวัน Coen จะเล่นในโหมดมนุษย์ ใช้อาวุธระยะประชิด คาถาเวท และต้องพึ่งอาหารหรือยาในการฟื้นพลัง ส่วนกลางคืนเขาจะปลดปล่อยด้านแวมไพร์ ใช้กรงเล็บ ดูดเลือด ฟื้นเลือดจากศัตรู และเคลื่อนไหวได้อิสระกว่ามาก เช่น ไต่ผนัง แปลงเป็นควัน หรือแปลงร่างเป็นหมาป่า ระบบนี้ทำให้ทุกภารกิจมีความหมายต่างกันตามเวลา และบีบให้ผู้เล่นต้องวางแผนอย่างรอบคอบว่าจะใช้เวลาไปกับสิ่งใด
รีวิวมองว่ากลไกสองร่างนี้ช่วยเปิดทางให้ผู้เล่นสร้างบิลด์แยกกันอย่างชัดเจน ทำให้การปรับแต่งตัวละครมีมิติและน่าลองซ้ำ ผู้เขียนชอบการสลับแนวเล่นระหว่างบิลด์มนุษย์ที่เน้นเวทสร้างสถานะผิดปกติแต่เสี่ยงสูง กับบิลด์แวมไพร์ที่เน้นโจมตีประชิดและดูดเลือดเพื่อยืนระยะในสนามรบ นอกจากนี้ระบบจะสลับชุดอุปกรณ์และความสามารถให้อัตโนมัติตามร่าง ทำให้ไม่ต้องจัดการของทีละชุดด้วยตนเองทุกครั้งที่เปลี่ยนสภาพ
ด้านเนื้อเรื่องและตัวละคร เกมได้รับคำชมค่อนข้างมากสำหรับการเขียนบทและการสร้างบุคลิกของตัวละครรองและตัวร้าย หลายคนมีมิติและชวนให้ตั้งคำถามเชิงศีลธรรมว่าฝ่ายแวมไพร์อาจไม่ได้เลวร้ายแบบขาวดำเสมอไป ตัวละครอย่าง Anca, Crake และ Lacra ถูกยกเป็นจุดเด่น เพราะมีทั้งเสน่ห์ ความขัดแย้ง และแรงผลักดันที่ทำให้เรื่องราวน่าติดตาม ขณะเดียวกันตัวร้ายอย่าง Brencis และ Ambrus ก็ถูกมองว่าน่าจดจำและมีอุดมการณ์ที่ทำให้โลกของเกมดูซับซ้อนกว่าการเป็นแค่สงครามระหว่างมนุษย์กับปีศาจ
ระบบต่อสู้โดยรวมถูกประเมินว่าใช้งานได้ดีและมีเอกลักษณ์จากการใช้การปัดป้องตามทิศทางการโจมตี ซึ่งชวนให้นึกถึงเกมแนวชิงจังหวะอย่าง For Honor ผู้เล่นต้องจับทิศการโจมตีของศัตรูให้ถูกต้อง ไม่ใช่แค่กดบล็อกไปเรื่อย ๆ เพราะการบล็อกธรรมดาเปลืองสตามินาและเปิดช่องตอบโต้ได้น้อย ในช่วงแรกระบบนี้ค่อนข้างเรียนรู้ยากและอาจทำให้หงุดหงิด แต่เมื่อเริ่มจับจังหวะได้แล้ว ผู้รีวิวมองว่ามันให้ความรู้สึกคุ้มค่าและสร้างความภูมิใจจากฝีมือจริงมากกว่าพึ่งค่าสเตตัสอย่างเดียว
อย่างไรก็ตาม เกมก็ยังมีจุดที่น่าปรับปรุง เช่น ระบบล็อกเป้าที่ยังพาเล็งศัตรูเฉพาะตัวได้ไม่ค่อยเสถียร กล้องบางครั้งติดมุมอับหรือเคลื่อนตัวน่ารำคาญ และความหลากหลายของศัตรูบางประเภทในธรรมชาติยังไม่มากพอ โดยเฉพาะสัตว์พื้นฐานอย่างหมาป่าหรือหมูป่าที่โผล่มาบ่อยเกินไป แม้ข้อเสียเหล่านี้จะไม่พังประสบการณ์โดยรวม แต่ก็สะท้อนว่าเกมยังมีพื้นที่ให้ขัดเกลาอีกพอสมควร
โดยสรุป IGN มองว่า The Blood of Dawnwalker เป็น RPG แวมไพร์ที่เข้าใจแก่นของแฟนตาซีชนิดนี้อย่างดี และใช้ระบบเวลา รวมถึงการสลับร่างมนุษย์-แวมไพร์ มาสร้างความแตกต่างจากเกมแนวเดียวกันได้อย่างน่าประทับใจ ทั้งในเชิงการเล่าเรื่อง การวางแผน และการต่อสู้ แม้จะมีข้อบกพร่องด้านการควบคุมและความลื่นไหลบางส่วน แต่เสน่ห์หลักของเกมทำให้มันถูกยกเป็นหนึ่งในประสบการณ์แวมไพร์ที่น่าจดจำที่สุดในรอบหลายปี


