รีวิว The Grand Tour โฉมใหม่: รีบูตที่พอพาแฟรนไชส์ไปต่อได้
IGN รีวิวซีซัน 1 ของ The Grand Tour เวอร์ชันใหม่บน Prime Video โดยมองว่าเป็นความพยายามครั้งใหญ่ในการสานต่อรายการมอเตอร์โชว์ชื่อดังหลังการอำลาของสามพิธีกรดั้งเดิมอย่าง Jeremy Clarkson, Richard Hammond…

IGN รีวิวซีซัน 1 ของ The Grand Tour เวอร์ชันใหม่บน Prime Video โดยมองว่าเป็นความพยายามครั้งใหญ่ในการสานต่อรายการมอเตอร์โชว์ชื่อดังหลังการอำลาของสามพิธีกรดั้งเดิมอย่าง Jeremy Clarkson, Richard Hammond และ James May ซึ่งปิดฉากบทเดิมหลังร่วมงานกันมายาวนานกว่า 22 ปี ทั้งใน The Grand Tour และ Top Gear แม้จะมีความกังวลว่ารูปแบบรายการจะไปต่อไม่ได้เมื่อไม่มีทีมเดิม แต่บทวิจารณ์ระบุว่าซีซันใหม่นี้ “ทำได้เกินคาด” ในระดับหนึ่ง
จุดเด่นสำคัญคือรายการไม่ได้พยายามลืมอดีตของตัวเอง แต่ใช้มันเป็นสะพานเชื่อมไปสู่ยุคใหม่ เปิดเรื่องด้วยฉากสั้น ๆ ที่ Clarkson ปรากฏตัวในฐานะเหมือนผู้ส่งไม้ต่อ ก่อนที่พิธีกรชุดใหม่จะรับช่วงงานต่ออย่างเป็นทางการ ทำให้ภาพรวมของซีรีส์นี้ดูเหมือนการ “ส่งต่อไม้ผลัด” มากกว่าจะเป็นการรีบูตแบบตัดขาดจากของเดิม ซึ่งช่วยลดแรงเสียดทานของการเปลี่ยนผ่านและทำให้แฟนเก่าพอเห็นคุณค่าของบริบทเดิม
ในเชิงรูปแบบ รายการยังคงโครงสร้างคุ้นเคย ทั้งเซกชันพิเศษตามธีมและการขับรถเดินทางไกลในหลายประเทศ เช่น สหรัฐฯ มาเลเซีย และแองโกลา รีวิวชี้ว่าการลดลงของงบประมาณจากยุคเดิมแทบไม่เห็นบนจอ เพราะงานภาพและการผลิตยังจัดเต็ม เช่น ฉากทดสอบรถด้วยอุปกรณ์ขนาดยักษ์ หรือการแข่งซูเปอร์คาร์ระดับหลายล้านปอนด์กับเครื่องบินหลายลำ ซึ่งสะท้อนว่าทีมผู้ผลิตยังตั้งใจรักษาความยิ่งใหญ่ของรายการไว้
อีกประเด็นที่ถูกยกเป็นจุดแข็งคือเคมีระหว่างพิธีกรใหม่ Thomas Holland, James Engelsman และ Francis Bourgeois โดยเฉพาะ Holland กับ Engelsman ที่มาจากช่องรถยนต์บน YouTube อย่าง Throttle House จึงมีจังหวะตอบโต้และการถกเถียงกันที่เป็นธรรมชาติ ส่วน Bourgeois ซึ่งไม่ได้มีพื้นฐานจากสายข่าวรถแบบตรงตัว กลับสร้างความประหลาดใจในทางบวก เพราะมีความกระตือรือร้นสูง ดูมีความรู้จริง และแสดงเสน่ห์ที่ทำให้กลายเป็นพิธีกรที่น่าจับตา
รีวิวยังยกตัวอย่างซีนที่สะท้อนเอกลักษณ์ของ Bourgeois ได้ดี โดยเฉพาะช่วงที่เขาพูดถึงรถเรสต์โมดราคาแพงอย่าง Totem GT Super และ Prodrive P25 ซึ่งเป็นการหยิบรถคลาสสิกมาปรับใหม่ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ บทวิจารณ์มองว่าคอนเซ็ปต์นี้สะท้อนตัวซีซันใหม่ได้อย่างน่าสนใจ เพราะรายการเองก็เป็นการนำสูตรเดิมมาปรับแต่งให้เข้ากับยุคปัจจุบัน โดยยังคงความคุ้นเคยเอาไว้ แต่ใส่รายละเอียดใหม่เพื่อให้เดินหน้าต่อได้
ท้ายที่สุด IGN สรุปว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มีความเสี่ยงสูงมาก และในอดีต Top Gear เคยพิสูจน์แล้วว่าการหา “ตัวแทน” ที่เข้ามาแทนทีมเดิมไม่ใช่เรื่องง่าย แต่สำหรับ The Grand Tour เวอร์ชันนี้ ผู้วิจารณ์เห็นว่ายังรักษาแก่นของรายการไว้ได้ดีพอสมควร ทั้งในด้านความบันเทิง ความอลังการ และเคมีของพิธีกร จึงนับเป็นการรีบูตที่มีโอกาสไปต่อได้จริง มากกว่าจะเป็นการรื้อฟื้นชื่อเดิมแบบฉาบฉวย


