ทีม Overwatch ยอมรับปัญหาสมดุลสกิน แต่ชี้ว่าบางคอสเมติกต้องช่วยรายได้เกม
ผู้พัฒนา Overwatch ออกมาพูดถึงเสียงวิจารณ์เรื่องการกระจายสกินของฮีโร่ที่ดูไม่เท่าเทียมกัน โดยยอมรับว่าในเกมที่มีตัวละครจำนวนมาก การทำให้ทุกฮีโร่ได้คอสเมติกในสัดส่วนใกล้เคียงกันเป็นเรื่องยากอยู่แล้ว…

ผู้พัฒนา Overwatch ออกมาพูดถึงเสียงวิจารณ์เรื่องการกระจายสกินของฮีโร่ที่ดูไม่เท่าเทียมกัน โดยยอมรับว่าในเกมที่มีตัวละครจำนวนมาก การทำให้ทุกฮีโร่ได้คอสเมติกในสัดส่วนใกล้เคียงกันเป็นเรื่องยากอยู่แล้ว และจะยิ่งซับซ้อนขึ้นเมื่อปัจจัยเรื่องความนิยมของตัวละครเข้ามาเกี่ยวข้อง
Aaron Keller เกมไดเรกเตอร์ของ Overwatch อธิบายว่า ทุกครั้งที่ทีมเพิ่มคอนเทนต์ใหม่ ไม่ว่าจะเป็นฮีโร่หรือแผนที่ ก็มักทำให้ทรัพยากรที่มีต้องถูกแบ่งไปมากขึ้น สำหรับเกมที่เล่นฟรีและทำรายได้หลักจากการขายสกิน บันเดิล และไอเท็มตกแต่งอื่น ๆ ทีมงานจึงจำเป็นต้องเลือกผลิตคอนเทนต์ให้กับฮีโร่ที่มีโอกาสทำยอดขายได้จริง เพื่อให้การลงทุนด้านงานศิลป์และการพัฒนาคุ้มค่า
เขาแบ่งฮีโร่ออกเป็นสองกลุ่มหลัก กลุ่มแรกคือฮีโร่ยอดนิยมที่มีผู้เล่นจำนวนมาก เช่น Ana, Genji และ Soldier: 76 ส่วนอีกกลุ่มคือฮีโร่ที่อาจไม่ได้มีฐานผู้เล่นกว้างเท่ากัน แต่มีแฟนคลับเหนียวแน่นที่พร้อมซื้อสกินต่อเนื่อง เช่น Mercy, Kiriko, Juno และ Widowmaker ขณะเดียวกัน ทีมพัฒนาก็พยายามเพิ่มสกินให้ฮีโร่ใหม่ ๆ มากขึ้นในช่วงหลัง รวมถึงการดันงานคอลแลบและคอสเมติกของตัวละครหน้าใหม่อย่างต่อเนื่อง
Keller ระบุด้วยว่ารายได้จากสกินที่ขายดีช่วยพยุงให้ทีมสามารถทุ่มเวลาและงบประมาณไปกับฮีโร่ที่สร้างรายได้ไม่มากนักได้ กลไกนี้คล้ายการ “เอาเงินจากตัวทำเงินไปอุดหนุนตัวที่คนซื้อน้อยกว่า” โดยตัวอย่างที่เห็นชัดคือ Mythic skins ซึ่งแต่ละซีซันจะมีสองชุด โดยปกติหนึ่งชุดจะไปอยู่กับฮีโร่ที่คาดว่าจะกระตุ้นรายได้ได้สูง ขณะที่อีกชุดจะมอบให้ตัวละครที่ช่วงหลังไม่ค่อยได้รับสกินหรือไม่เคยได้ Mythic มาก่อน
ภาพรวมของประเด็นนี้สะท้อนว่า Blizzard รับรู้ดีว่าผู้เล่นให้ความสำคัญกับความยุติธรรมในการกระจายคอนเทนต์ตกแต่ง แต่ในอีกด้าน เกมก็ต้องเดินหน้าต่อในฐานะธุรกิจ ทีมงานจึงต้องหาสมดุลระหว่างความพึงพอใจของผู้เล่นกับความรับผิดชอบทางการเงิน เพื่อให้ Overwatch ยังมีทรัพยากรและศักยภาพในการอัปเดตคอนเทนต์ต่อไปได้ในระยะยาว


