ผู้กำกับ Godzilla Minus Zero เผย ไม่อยากทำหนังเพื่อเอาชนะภาคก่อน
ทาคาชิ ยามาซากิ ผู้กำกับ นักเขียนบท และหัวหน้าทีมวิชวลเอฟเฟ็กต์ของ Godzilla Minus Zero อธิบายว่า การสร้างภาคต่อด้วยความคิดที่ต้อง “ทำให้ใหญ่กว่า เก่งกว่า และได้รางวัลมากกว่า” ภาคก่อนนั้นเป็นทัศนคติที่…

ทาคาชิ ยามาซากิ ผู้กำกับ นักเขียนบท และหัวหน้าทีมวิชวลเอฟเฟ็กต์ของ Godzilla Minus Zero อธิบายว่า การสร้างภาคต่อด้วยความคิดที่ต้อง “ทำให้ใหญ่กว่า เก่งกว่า และได้รางวัลมากกว่า” ภาคก่อนนั้นเป็นทัศนคติที่อันตราย เพราะอาจทำให้แก่นสำคัญของหนังถูกลดทอนลง เขามองว่าการยึดติดกับการเอาชนะผลงานเดิมไม่ใช่เหตุผลที่ดีในการทำภาพยนตร์ และอาจกลายเป็นอุปสรรคต่อกระบวนการสร้างสรรค์เสียเอง
ยามาซากิเคยประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามจาก Godzilla Minus One ในปี 2023 ซึ่งได้รับคำชมอย่างมากในด้านการเล่าเรื่องที่เน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลางและงานวิชวลเอฟเฟ็กต์ที่โดดเด่น แม้ทีมงานเบื้องหลังจะมีเพียงราว 35 คน ภาพยนตร์เรื่องนั้นยังทำรายได้สูงสุดในบรรดาหนัง Godzilla ทุกภาค และคว้ารางวัลออสการ์สาขา Best Visual Effects ได้อย่างเป็นประวัติการณ์ โดยเป็นหนังญี่ปุ่นเรื่องแรกที่ชนะในสาขานี้ และยังสร้างความฮือฮาเพราะทำได้ด้วยงบประมาณที่ค่อนข้างต่ำมากเมื่อเทียบกับงานระดับรางวัลใหญ่
ด้วยความสำเร็จดังกล่าว ภาคต่อจึงต้องแบกรับแรงกดดันมหาศาล ยามาซากิยอมรับว่าช่วงแรกเขาก็คิดเหมือนกันว่าจะทำอย่างไรให้ภาคใหม่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม ทั้งในแง่ขนาด สเกล และโอกาสกวาดรางวัล แต่สุดท้ายเขาตัดสินใจวางความคิดนั้นลง เพราะไม่อยากให้ความกดดันเข้ามาครอบงำและบั่นทอนสิ่งที่ทำให้ภาคแรกประสบความสำเร็จ
Godzilla Minus Zero ซึ่งเพิ่งเปิดตัวในญี่ปุ่นในวัน Godzilla Day และเตรียมเข้าฉายในสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้ ถูกมองว่าเป็นงานที่ขยายสเกลขึ้นอย่างชัดเจนในหลายด้าน ทั้งมีไคจูเพิ่มอีกหนึ่งตัว กลายเป็นหนัง Godzilla เรต R เรื่องแรก และยังเป็นภาพยนตร์ญี่ปุ่นเรื่องแรกที่ถ่ายทำมาเพื่อระบบ IMAX โดยเฉพาะ กระแสตอบรับจากรอบเทศกาลภาพยนตร์ก่อนหน้านี้ก็เป็นไปในทางบวกอย่างมาก
ด้านงานสร้าง ฝั่งวิชวลเอฟเฟ็กต์ยิ่งทวีความซับซ้อนขึ้นตามขนาดจอและรายละเอียดของฉาก เช่น ฉาก Godzilla กระโจนขึ้นจากทะเลด้านหลังเครื่องบินน้ำในตัวอย่างแรก ใช้การเรนเดอร์อนุภาคระดับมหาศาลเมื่อเทียบกับฉากทะเลในภาคก่อน และยังเป็นงานของคนเพียงสองคนเท่านั้น ยามาซากิยืนยันด้วยว่าหนังภาคใหม่นี้ใช้งบสูงขึ้นแน่นอน แม้ตัวเลขทางการยังไม่เปิดเผย
อย่างไรก็ดี สิ่งที่เขาย้ำมากที่สุดคือ การปลดภาระทางความคิดว่าไม่จำเป็นต้อง “เอาชนะตัวเอง” แต่ควรโฟกัสที่การทำหนังให้สนุก มีพลัง และมีสารบางอย่างที่อยากสื่อ เมื่อเขาวางความกดดันลงได้ เขารู้สึกว่านั่นคือจุดที่หนังเริ่มเดินหน้าได้จริง และกลายเป็นการตัดสินใจที่สำคัญที่สุดในการสร้างภาคต่อเรื่องนี้


