3 เรื่องสำคัญที่ควรรู้เกี่ยวกับเพอร์มาฟรอสต์
บทความของ MIT Technology Review ชวนทำความเข้าใจ “เพอร์มาฟรอสต์” หรือชั้นดินเยือกแข็งถาวรที่ครอบคลุมพื้นที่ราว 15% ของซีกโลกเหนือ โดยชี้ว่าแม้หลายคนจะรู้เพียงคร่าว ๆ ว่ามันกำลังละลายจากภาวะโลกร้อน แต่…

บทความของ MIT Technology Review ชวนทำความเข้าใจ “เพอร์มาฟรอสต์” หรือชั้นดินเยือกแข็งถาวรที่ครอบคลุมพื้นที่ราว 15% ของซีกโลกเหนือ โดยชี้ว่าแม้หลายคนจะรู้เพียงคร่าว ๆ ว่ามันกำลังละลายจากภาวะโลกร้อน แต่ผลกระทบที่แท้จริงซับซ้อนและสำคัญต่ออนาคตของสภาพภูมิอากาศอย่างมาก ชั้นดินนี้ส่วนใหญ่ก่อตัวมาตั้งแต่ยุคน้ำแข็ง จึงกักเก็บอินทรียวัตถุและคาร์บอนจำนวนมหาศาลไว้ใต้พื้นดินมานานนับพันปี
เมื่ออุณหภูมิโลกสูงขึ้น เพอร์มาฟรอสต์ที่ละลายจะเปิดทางให้จุลินทรีย์ย่อยสลายอินทรียวัตถุและปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์กับมีเทน ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่ยิ่งเร่งให้โลกร้อนขึ้นอีกเป็นวงจรป้อนกลับ บทความระบุว่าพื้นที่เพอร์มาฟรอสต์ในอาร์กติกหดลงไปแล้วราว 12% นับตั้งแต่ปี 1850 และแนวโน้มการละลายยิ่งเร็วขึ้นในช่วง 50 ปีหลัง
ประเด็นสำคัญอีกข้อคือ แบบจำลองสภาพภูมิอากาศที่ใช้ในรายงานของสหประชาชาติยังสะท้อนความเสี่ยงจากเพอร์มาฟรอสต์ไม่ครบถ้วน โดยมีเพียงบางส่วนที่คำนึงถึงการค่อย ๆ เสื่อมสภาพของมัน และแทบไม่มีแบบจำลองใดรวมเหตุการณ์ละลายฉับพลันหรือการยุบตัวของพื้นดินที่เกิดจากคลื่นความร้อนและไฟป่า ทำให้มีความเป็นไปได้ว่าโลกอาจกำลังประเมินการอุ่นขึ้นในอนาคตต่ำกว่าความจริง
บทความยังอธิบายว่าไฟป่าในป่าบอเรียลของอะแลสกาและแคนาดาเป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้เพอร์มาฟรอสต์ละลายเร็วขึ้น เพราะความร้อนจากไฟทำลายฉนวนธรรมชาติบนผิวดินและเปิดทางให้ความร้อนซึมลงลึก นักวิจัยประเมินว่าผลจากไฟป่าอาจปล่อยคาร์บอนเทียบเท่าคาร์บอนไดออกไซด์ราว 8 หมื่นล้านตันภายในสิ้นศตวรรษนี้ ขณะเดียวกันก็มีข้อเสนอให้พิจารณาดับไฟในบางพื้นที่มากขึ้น หรือใช้การเผาควบคุมและการตรวจจับไฟตั้งแต่ระยะแรกเพื่อลดความเสียหายต่อคาร์บอนที่สะสมอยู่ใต้ดิน
อีกด้านหนึ่ง คาร์บอนราว 1.5 ล้านล้านตันที่ถูกกักอยู่ในเพอร์มาฟรอสต์ทำให้ระบบนี้เป็นองค์ประกอบใหญ่ของวัฏจักรคาร์บอน แต่ภาพรวมไม่ได้มีทิศทางเดียวเสมอไป เพราะเมื่ออุณหภูมิอุ่นขึ้น พืชบางชนิดสามารถขยายถิ่นฐานไปทางเหนือและดูดซับคาร์บอนกลับจากบรรยากาศได้บางส่วน นักวิจัยจึงพยายามแยกให้ชัดว่าพื้นที่ใดจะสูญเสียคาร์บอนมากแค่ไหน และพื้นที่ใดอาจฟื้นตัวได้เร็ว โดยต้องพิจารณาทั้งความรุนแรงของไฟป่า สภาพภูมิอากาศท้องถิ่น และชนิดของเพอร์มาฟรอสต์ที่มีอยู่ เช่น yedoma ซึ่งเป็นชั้นดินหนาและอุดมคาร์บอนเป็นพิเศษ
โดยสรุป บทความเน้นว่าเพอร์มาฟรอสต์ไม่ใช่แค่ดินแข็งที่กำลังละลาย แต่เป็นตัวแปรใหญ่ที่อาจทำให้การคาดการณ์โลกร้อนซับซ้อนกว่าเดิมมาก และยิ่งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรุนแรงขึ้น เราก็ยิ่งต้องพึ่งพางานวิจัยภาคสนามและแบบจำลองที่ละเอียดกว่าเดิมเพื่อประเมินความเสี่ยงที่แท้จริงต่อระบบภูมิอากาศโลก


