คริสโตเฟอร์ โนแลนชี้ “การมองออกว่าหนังใช้กลไกอะไร” ไม่ได้แปลว่ากลไกนั้นใช้ไม่ได้ผล
คริสโตเฟอร์ โนแลนออกมาอธิบายมุมมองต่อการวิจารณ์ภาพยนตร์ โดยมองว่ามี “ข้อบกพร่องพื้นฐาน” อยู่ในวิธีคิดของผู้ชมบางส่วนที่มักจับได้ว่าหนังใช้เทคนิคหรือกลไกการเล่าเรื่องแบบใด แล้วสรุปต่อว่าหนังเรื่องนั้น…

คริสโตเฟอร์ โนแลนออกมาอธิบายมุมมองต่อการวิจารณ์ภาพยนตร์ โดยมองว่ามี “ข้อบกพร่องพื้นฐาน” อยู่ในวิธีคิดของผู้ชมบางส่วนที่มักจับได้ว่าหนังใช้เทคนิคหรือกลไกการเล่าเรื่องแบบใด แล้วสรุปต่อว่าหนังเรื่องนั้น “ไม่ได้ผล” หรือ “ถูกบังคับอารมณ์” เขาย้ำว่าการที่คนดูเข้าใจโครงสร้างหรือเล่ห์กลของการเล่าเรื่อง ไม่ได้ทำให้กลไกนั้นหมดความหมาย เพราะการเล่าเรื่องเป็นการโต้ตอบกันระหว่างสิ่งที่ผู้สร้างตั้งใจ กับความคาดหวังและประสบการณ์ของผู้ชม
โนแลนบอกว่าการสร้างตัวละคร โดยเฉพาะตัวเอกหรือฮีโร่ จำเป็นต้องคำนึงถึง “พลัง” ที่ผู้ชมจะนำเข้ามาสู่เรื่องด้วย จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่หนังจะวางองค์ประกอบให้ผู้ชมเกิดความผูกพัน เห็นใจ หรืออ่านความหมายบางอย่างได้ สิ่งสำคัญคือผู้สร้างต้องเข้าใจภาษาการเล่าเรื่องและกติกาของมัน ไม่ว่าจะเป็นการใช้สูตร การเล่นกับสูตร หรือการหักล้างสูตรเหล่านั้น
เขาเน้นว่าความเห็นนี้มุ่งไปที่ “นักวิจารณ์สมัครเล่น” มากกว่านักวิจารณ์มืออาชีพ เพราะนักวิจารณ์อาชีพมักเข้าใจว่าหนังมีภาษาของตัวเอง และภาษานี้ถูกพัฒนาในฮอลลีวูดมานานกว่าศตวรรษจนกลายเป็นภาษากลางที่ผู้ชมทั่วโลกเข้าใจได้ โนแลนมองว่าหนังเป็นสื่อที่มีไวยากรณ์และขนบของตัวเอง ซึ่งผู้สร้างสามารถดัดแปลงหรือท้าทายได้ แต่ต้องรู้เท่าทันมันตลอดเวลา
ประเด็นนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสถกเถียงรอบภาพยนตร์เรื่อง The Odyssey ผลงานล่าสุดของเขา ซึ่งมีทั้งคำชมและคำวิจารณ์เรื่องความแม่นยำทางประวัติศาสตร์ รวมถึงการคัดเลือกนักแสดง บางเสียงวิจารณ์รุนแรงถึงขั้นบอกว่าไม่พอใจบทภาพยนตร์ ขณะที่โนแลนเคยกล่าวมาก่อนหน้านี้ว่าเสียงวิจารณ์ก่อนหนังเข้าฉายนั้นแทบไม่มีความสำคัญต่อเขา และประสบการณ์จากการทำงานกับแฟรนไชส์ Batman มานานช่วยให้เขารับมือกับกระแสวิจารณ์ได้ดีขึ้น
แม้จะมีเสียงติติงอยู่บ้าง แต่หลังฉายจริง The Odyssey กลับเดินหน้าได้ดีตามข้อมูลของสื่อและผู้รวบรวมคะแนนรีวิว โดยทั้งนักวิจารณ์และผู้ชมส่วนใหญ่ตอบรับในเชิงบวก และการฉาย 70mm IMAX ของหนังยังถูกขยายเวลาออกไปอีกหนึ่งเดือน หลังทำรายได้เปิดตัวเกินคาด และรายได้ทั่วโลกก็พุ่งทะลุ 900 ล้านดอลลาร์แล้ว โดยยังมีโอกาสแตะหลักพันล้านดอลลาร์ในอนาคตอันใกล้


