รัฐบาลทรัมป์ทุ่มเกือบ 4 พันล้านดอลลาร์เพื่อยกเลิกฟาร์มลมนอกชายฝั่ง
รายงานจาก TechCrunch ระบุว่า รัฐบาลทรัมป์ได้ใช้เงินจำนวนมหาศาลเพื่อผลักดันให้โครงการฟาร์มลมนอกชายฝั่งยกเลิกหรือถอนตัวออกจากสัญญาเช่าที่ดินในทะเล โดยล่าสุดมีอีกโครงการที่ทำให้ผู้เสียภาษีต้องรับภาระราว…

รายงานจาก TechCrunch ระบุว่า รัฐบาลทรัมป์ได้ใช้เงินจำนวนมหาศาลเพื่อผลักดันให้โครงการฟาร์มลมนอกชายฝั่งยกเลิกหรือถอนตัวออกจากสัญญาเช่าที่ดินในทะเล โดยล่าสุดมีอีกโครงการที่ทำให้ผู้เสียภาษีต้องรับภาระราว 1.2 พันล้านดอลลาร์ ทำให้ยอดรวมที่ใช้ไปเพื่อยุติโครงการลมทะเลในรอบนี้เข้าใกล้ 4 พันล้านดอลลาร์แล้ว
เนื้อหาชี้ว่าเป้าหมายของรัฐบาลไม่ใช่แค่การชะลอโครงการพลังงานลมเท่านั้น แต่เป็นการกดดันให้ผู้พัฒนาโครงการตัดสินใจละทิ้งสิทธิ์เช่าพื้นที่นอกชายฝั่งทั้งหมด 12 สัญญา ซึ่งสะท้อนแนวทางนโยบายพลังงานที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนจากรัฐบาลชุดก่อนหน้า และส่งผลโดยตรงต่อทิศทางการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนของสหรัฐฯ
ประเด็นสำคัญคือค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นไม่ได้อยู่เพียงระดับงบประมาณเชิงสัญลักษณ์ แต่เป็นภาระทางการเงินจริงที่ต้องจ่ายเพื่อให้โครงการเหล่านี้ยุติลง โดยผู้เสียภาษีต้องแบกรับต้นทุนจากการยกเลิกและการเจรจาปิดโครงการ ขณะเดียวกันบริษัทพัฒนาโครงการก็ต้องประเมินความคุ้มค่าทางธุรกิจใหม่ภายใต้แรงกดดันจากภาครัฐ
ข่าวนี้ยังสะท้อนความขัดแย้งระหว่างเป้าหมายนโยบายพลังงานของรัฐบาลกับเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศและการขยายโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาด เพราะฟาร์มลมนอกชายฝั่งถูกมองว่าเป็นหนึ่งในแหล่งไฟฟ้าหมุนเวียนที่มีศักยภาพสูง แต่กลับถูกเบรกด้วยมาตรการทางการเมืองและการเงินอย่างหนัก
ในภาพรวม เหตุการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่าการตัดสินใจด้านพลังงานในสหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลทรัมป์ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเทคโนโลยีหรือสิ่งแวดล้อม แต่เป็นการใช้อำนาจรัฐและงบประมาณเพื่อปรับทิศทางตลาดพลังงานใหม่ทั้งหมด ซึ่งอาจส่งผลยาวนานต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและอนาคตของอุตสาหกรรมลมนอกชายฝั่งในประเทศ


