ศาลสหรัฐฯ เพิกถอนคำสั่งฉุกเฉินที่ยืดอายุโรงไฟฟ้าถ่านหินของทรัมป์
ศาลอุทธรณ์สหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยเป็นเอกฉันท์ให้ยกเลิกการใช้อำนาจฉุกเฉินของกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ (DOE) ที่สั่งให้โรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งหนึ่งในรัฐมิชิแกนต้องเดินเครื่องต่อ แม้เดิมจะมีกำหนดปิดตัวลงไปแล้ว คำ…

ศาลอุทธรณ์สหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยเป็นเอกฉันท์ให้ยกเลิกการใช้อำนาจฉุกเฉินของกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ (DOE) ที่สั่งให้โรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งหนึ่งในรัฐมิชิแกนต้องเดินเครื่องต่อ แม้เดิมจะมีกำหนดปิดตัวลงไปแล้ว คำตัดสินนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของความพยายามจากรัฐบาลทรัมป์สมัยที่สองในการยืดอายุการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินผ่านมาตรการบริหารโดยตรง
แก่นของข้อพิพาทอยู่ที่มาตรา 202(c) ของกฎหมาย Federal Power Act ซึ่งให้อำนาจ DOE ประกาศภาวะฉุกเฉินได้ในกรณีเกิดสงคราม หรือเมื่อมีความต้องการใช้ไฟฟ้าพุ่งขึ้นฉับพลันหรือเกิดภาวะขาดแคลนไฟฟ้า รัฐบาลให้เหตุผลว่าการคงโรงไฟฟ้าถ่านหินไว้เป็นเรื่องจำเป็นต่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้า แต่ศาลเห็นว่าการใช้ข้อกฎหมายดังกล่าวไม่สอดคล้องกับเงื่อนไขตามที่กฎหมายกำหนด
คดีนี้เกี่ยวกับโรงไฟฟ้า J.H. Campbell Generating Plant ซึ่งเดิมมีกำหนดปิดตั้งแต่ปีก่อน แต่ถูกสั่งให้เดินเครื่องต่อผ่านการประกาศภาวะฉุกเฉินต่อเนื่องรวม 5 ครั้ง โดยแต่ละครั้งจำกัดอายุไว้ 90 วัน ฝ่ายคัดค้านรวมถึงรัฐต่าง ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากการเลื่อนการปิดโรงไฟฟ้าได้ยื่นท้าทายคำสั่งดังกล่าวต่อศาล
แม้คำตัดสินครั้งนี้จะมีผลโดยตรงกับโรงไฟฟ้าในมิชิแกนเพียงแห่งเดียว แต่เหตุผลทางกฎหมายของศาลมีแนวโน้มส่งผลกระทบต่อคำสั่งลักษณะเดียวกันที่ DOE ใช้เพื่อบล็อกการปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งอื่น ๆ ด้วย นั่นหมายความว่าความพยายามของรัฐบาลกลางในการประคองถ่านหินผ่านการอ้างภาวะฉุกเฉินอาจเผชิญข้อจำกัดหนักขึ้นในคดีถัดไป
ในภาพรวม คำพิพากษานี้สะท้อนแนวโน้มระยะยาวที่การใช้ถ่านหินในโครงข่ายไฟฟ้าสหรัฐฯ ลดลงต่อเนื่องมานานเกือบสองทศวรรษ และชี้ว่าการใช้อำนาจฝ่ายบริหารเพื่อชะลอการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอาจไม่เพียงพอ หากไม่สอดคล้องกับข้อความและเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มีอยู่


