สหรัฐฯ ถูกตั้งคำถามปิดบังคำวินิจฉัยศาลลับก่อนต่ออายุ Section 702
สมาชิกวุฒิสภาสหรัฐฯ จากพรรคเดโมแครตสองคนที่กำกับดูแลด้านข่าวกรองมานาน กล่าวหาว่ารัฐบาลทรัมป์กำลังยื้อไม่เปิดเผยคำวินิจฉัยของศาลลับต่อสาธารณะและต่อสภาคองเกรส จนกว่าสมาชิกรัฐสภาจะลงมติต่ออายุโครงการ…

สมาชิกวุฒิสภาสหรัฐฯ จากพรรคเดโมแครตสองคนที่กำกับดูแลด้านข่าวกรองมานาน กล่าวหาว่ารัฐบาลทรัมป์กำลังยื้อไม่เปิดเผยคำวินิจฉัยของศาลลับต่อสาธารณะและต่อสภาคองเกรส จนกว่าสมาชิกรัฐสภาจะลงมติต่ออายุโครงการสอดแนมภายใต้ Section 702 ของกฎหมาย FISA โครงการนี้เปิดทางให้เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางเข้าถึงการสื่อสารของชาวอเมริกันได้โดยไม่ต้องมีหมายค้นในบางกรณี และประเด็นดังกล่าวจึงกลายเป็นข้อถกเถียงใหญ่เรื่องความเป็นส่วนตัวและการกำกับดูแลของรัฐ
ตามข้อมูลที่เปิดเผย สมาชิกวุฒิสภา รอน ไวเดน และอดัม ชิฟฟ์ ระบุว่าเมื่อราว 7 เดือนก่อน ศาล Foreign Intelligence Surveillance Court ได้แสดงความกังวลต่อการใช้ตัวกรองค้นหาข้อมูลที่ทำให้เจ้าหน้าที่ข่าวกรองสามารถดึงข้อความของชาวอเมริกันจากข้อมูลที่ดักเก็บไว้ได้ โดยไม่มีการอนุมัติเป็นลายลักษณ์อักษร คำอธิบายรองรับ หรือบันทึกตามที่กฎหมายกำหนด อย่างไรก็ดี ศาลยังคงอนุญาตให้ดำเนินโครงการต่อไปอีกหนึ่งปี
ประเด็นสำคัญคือคำวินิจฉัยดังกล่าวยังไม่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ แม้ฝ่ายวุฒิสภาจะชี้ว่ากำหนดเวลาภายในของรัฐบาลเองสำหรับการทบทวนเพื่อเปิดเผยข้อมูลได้ผ่านพ้นไปแล้วในเดือนกันยายน เอกสารสาธารณะของรัฐบาลระบุว่า คำตัดสินลักษณะนี้ควรถูกพิจารณาเพื่อเผยแพร่ภายใน 180 วันหลังออกคำสั่ง ซึ่งหมายความว่ากรอบเวลาดังกล่าวสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 13 กันยายน
ขณะเดียวกัน Section 702 เองก็หมดอายุลงในเดือนมิถุนายนหลังสภาคองเกรสไม่สามารถผ่านกฎหมายต่ออายุได้ทัน แต่การเก็บรวบรวมข้อมูลยังดำเนินต่อไปภายใต้คำสั่งของศาลเมื่อเดือนมีนาคม สถานการณ์นี้ทำให้เกิดช่องว่างทางกฎหมายและการเมืองที่ซับซ้อน เพราะโครงการยังดำเนินอยู่แม้ฐานอำนาจตามกฎหมายจะหมดอายุชั่วคราว
ฝ่ายข่าวกรองของสหรัฐฯ ยังคงกดดันให้สภาคองเกรสอนุมัติการต่ออายุภายในสิ้นปี โดยอ้างถึงความจำเป็นด้านความมั่นคงแห่งชาติ ขณะที่นักวิจารณ์มองว่าการไม่เปิดเผยคำวินิจฉัยของศาลอาจบั่นทอนการตรวจสอบถ่วงดุล และทำให้สาธารณชนไม่สามารถประเมินได้ว่าการสอดแนมดำเนินไปภายใต้ข้อจำกัดตามกฎหมายมากน้อยเพียงใด
โดยรวม ข่าวนี้สะท้อนความตึงเครียดระหว่างอำนาจด้านข่าวกรองกับสิทธิความเป็นส่วนตัวของประชาชนในสหรัฐฯ อีกทั้งยังตอกย้ำข้อถกเถียงเรื่องความโปร่งใสของกระบวนการศาลลับ และความเร่งด่วนทางการเมืองก่อนที่สภาคองเกรสจะตัดสินอนาคตของ Section 702 ในช่วงปลายปีนี้


