Alphabet หุ้นร่วงหนัก 5 แสนล้านดอลลาร์ หลังรายได้ค้นหา AI ทำตลาดกังวล
Alphabet บริษัทแม่ของ Google เผชิญแรงขายหนักจนมูลค่าตลาดหายไปราว 500,000 ล้านดอลลาร์ หลังผลประกอบการล่าสุดแม้ธุรกิจ Search จะเติบโต 12% เมื่อเทียบรายปีและสร้างรายได้ถึง 63,300 ล้านดอลลาร์ แต่ตัวเลขดัง…

Alphabet บริษัทแม่ของ Google เผชิญแรงขายหนักจนมูลค่าตลาดหายไปราว 500,000 ล้านดอลลาร์ หลังผลประกอบการล่าสุดแม้ธุรกิจ Search จะเติบโต 12% เมื่อเทียบรายปีและสร้างรายได้ถึง 63,300 ล้านดอลลาร์ แต่ตัวเลขดังกล่าวยังต่ำกว่าที่วอลล์สตรีทคาดไว้ ส่งผลให้ราคาหุ้นร่วงลงแรง และถูกมองว่าอาจเป็นหนึ่งในการปรับตัวลงหลังประกาศผลประกอบการที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมา
ประเด็นสำคัญที่นักลงทุนกังวลคือความเป็นไปได้ที่ฟีเจอร์ AI ของ Google เองกำลังกระทบรายได้จากการค้นหา โดยเฉพาะ AI Mode ที่มีการเติบโตของคำค้นหาเร็วที่สุดในรอบหลายปี แต่สร้างรายได้ต่อครั้งต่ำกว่า Search แบบเดิม ในการประชุมผลประกอบการ Philipp Schindler ผู้บริหารด้านธุรกิจของ Google ยอมรับว่าการใช้งาน AI Mode ที่เพิ่มขึ้นทำให้เกิด “ช่องว่าง” ระหว่างการเติบโตของทราฟฟิกกับรายได้ และระบุว่าบริษัทกำลังขยายการทดสอบโฆษณาใน AI Overviews และ AI Mode เพื่อเพิ่มการสร้างรายได้
รายงานยังสะท้อนความกังวลในวงกว้างว่าการมาของคู่แข่งด้าน AI อย่าง ChatGPT อาจทำให้พฤติกรรมการค้นหาของผู้ใช้เปลี่ยนไป และบีบให้ Google ต้องเร่งปรับโมเดลโฆษณาในประสบการณ์การค้นหาแบบใหม่ ซึ่งต่างจากหน้าผลลัพธ์ Google แบบดั้งเดิมที่มีพื้นที่โฆษณาชัดเจนกว่า ขณะที่ฝั่งบริษัทมองว่านี่คือช่วงเริ่มต้นของการปรับตัวและยังเชื่อมั่นในทิศทางระยะยาว แต่ตลาดยังไม่มั่นใจว่าการเปลี่ยนผ่านนี้จะชดเชยรายได้ที่อาจหายไปได้เร็วพอ
นอกจากแรงกดดันด้านรายได้จาก Search แล้ว Alphabet ยังเจอคำถามเรื่องเงินสดและการลงทุนด้าน AI อย่างหนัก โดยกระแสเงินสดอิสระติดลบที่ 9.1 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาสล่าสุด แย่กว่าที่เคยคาดไว้มาก และถือเป็นครั้งที่สองเท่านั้นนับตั้งแต่บริษัทเข้าตลาดหุ้นในปี 2004 ที่ตัวเลขนี้ติดลบ บริษัทใช้เงินลงทุนด้าน AI ไปถึง 51,300 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสเดียว และยังมีแผนใช้จ่ายเพิ่มในศูนย์ข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องอีกมหาศาล
ภาพรวมของข่าวจึงสะท้อนโจทย์ใหญ่ของ Google ในยุค AI คือบริษัทต้องหาสมดุลระหว่างการป้องกันธุรกิจค้นหาเดิมกับการสร้างรายได้จากผลิตภัณฑ์ AI รุ่นใหม่ให้ได้เร็วพอ หากทำได้ไม่ทัน นักลงทุนอาจยังคงกดดันหุ้นต่อไป แม้บริษัทจะยังยืนยันว่าทิศทางโดยรวมของธุรกิจอยู่ในเกณฑ์ที่ดี

