นักวิจัยยังถกต้นตอพ่นลาวาสูงในฮาวายจากการปะทุคิลาเวอา
บทความของ Ars Technica อธิบายว่าการปะทุแบบพ่นลาวาเป็นปรากฏการณ์ที่พบไม่บ่อยนักเมื่อเทียบกับภูเขาไฟร้อนจุดกำเนิดทั่วไป ซึ่งโดยมากลาวาจะไหลช้า ๆ ลงลาดเขามากกว่าจะถูกยิงขึ้นไปเป็นน้ำพุสูงหลายร้อยเมตร…

บทความของ Ars Technica อธิบายว่าการปะทุแบบพ่นลาวาเป็นปรากฏการณ์ที่พบไม่บ่อยนักเมื่อเทียบกับภูเขาไฟร้อนจุดกำเนิดทั่วไป ซึ่งโดยมากลาวาจะไหลช้า ๆ ลงลาดเขามากกว่าจะถูกยิงขึ้นไปเป็นน้ำพุสูงหลายร้อยเมตร ตัวอย่างของภูเขาไฟที่มีพฤติกรรมเช่นนี้ ได้แก่ เอ็ตนาในอิตาลี ไอซ์แลนด์ และคิลาเวอาในฮาวาย
แม้จะมีภาพและวิดีโอการปะทุอันน่าตื่นตาตื่นใจจำนวนมาก แต่คำถามสำคัญยังคงอยู่คืออะไรคือกลไกที่ผลักดันให้ลาวาพ่นขึ้นสูงเช่นนั้น ล่าสุดข้อมูลจากการปะทุของคิลาเวอาเปิดโอกาสให้เกิดการศึกษาที่ละเอียดที่สุดชุดหนึ่งเกี่ยวกับน้ำพุลาวา โดยนักวิจัยจาก US Geological Survey ได้นำเสนอผลในวารสาร Science เพื่อเปรียบเทียบสิ่งที่สังเกตได้จริงกับสมมติฐานทางฟิสิกส์ที่ใช้อธิบายปรากฏการณ์นี้
คิลาเวอาถือเป็นภูเขาไฟที่อายุน้อยและยังคึกคักที่สุดลูกหนึ่งของฮาวาย แต่การพ่นลาวาเป็นน้ำพุกลับเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก โดยนับตั้งแต่ปี 1823 มีเหตุการณ์ลักษณะนี้เพียงสามครั้ง ความหายากดังกล่าวทำให้การปะทุแต่ละครั้งมีความสำคัญต่อวงการธรณีวิทยา เพราะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์มีโอกาสเก็บข้อมูลภาคสนามในสภาพจริงได้อย่างใกล้ชิด
สิ่งที่ทำให้การศึกษาครั้งล่าสุดทรงคุณค่าเป็นพิเศษคือคิลาเวอามีโครงสร้างใต้พื้นผิวที่ศึกษามาอย่างต่อเนื่อง และมีสถานีเก็บข้อมูลจำนวนมากถึง 35 จุด ครอบคลุมการวัดแผ่นดินไหว คลื่นอินฟราซาวด์ การเคลื่อนตัวของพื้นดิน ก๊าซ รวมถึงกล้องภาพและความร้อน ข้อมูลหลายด้านพร้อมกันทำให้นักวิจัยสามารถเชื่อมโยงการเปลี่ยนแปลงใต้ดินกับพฤติกรรมการพ่นลาวาบนผิวโลกได้ดีกว่าที่เคย
ภาพรวมของงานวิจัยคือ แม้ชุมชนวิทยาศาสตร์จะเข้าใจภูเขาไฟคิลาเวอาในระดับหนึ่งแล้ว แต่กลไกที่ทำให้ลาวากลายเป็นน้ำพุสูงยังไม่ใช่เรื่องที่สรุปได้ง่าย บทความนี้จึงสะท้อนทั้งความก้าวหน้าของการสังเกตการณ์ภูเขาไฟยุคใหม่ และข้อจำกัดของความรู้ปัจจุบันเกี่ยวกับแรงขับของการปะทุแบบรุนแรงแต่สั้น ซึ่งยังเป็นประเด็นให้ติดตามต่อในงานวิจัยธรณีวิทยาในอนาคต


