เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐพลิกดุลอำนาจ แต่กฎเกณฑ์พลังงานยังเปลี่ยนไม่ง่าย
ผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐทำให้พรรคเดโมแครตกลับมาคุมทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาอีกครั้ง แต่สถานการณ์ทางการเมืองที่ยังมีโดนัลด์ ทรัมป์อยู่ในทำเนียบขาวหมายความว่าแนวโน้มของนโยบายพลังงานและสภาพภูมิ…

ผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐทำให้พรรคเดโมแครตกลับมาคุมทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาอีกครั้ง แต่สถานการณ์ทางการเมืองที่ยังมีโดนัลด์ ทรัมป์อยู่ในทำเนียบขาวหมายความว่าแนวโน้มของนโยบายพลังงานและสภาพภูมิอากาศในระดับประเทศอาจไม่เปลี่ยนแบบพลิกขั้วได้ง่ายเหมือนช่วงที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งคุมทุกอำนาจรัฐพร้อมกัน
บทความชี้ว่าในอดีต การเปลี่ยนขั้วทางการเมืองที่มีทั้งสภาและประธานาธิบดีเป็นคนละพรรค เคยนำไปสู่กฎหมายสำคัญด้านพลังงานและสภาพภูมิอากาศ เช่น กฎหมายสนับสนุนพลังงานสะอาดครั้งใหญ่ในปี 2022 และต่อมามีกฎหมายอีกฉบับที่ลดแรงจูงใจและการสนับสนุนบางส่วนลงอย่างมาก สิ่งที่สองกฎหมายนี้เหมือนกันคือเกิดขึ้นในช่วงที่รัฐบาลกลางอยู่ภายใต้พรรคเดียวกันทั้งหมด
รอบนี้แม้เดโมแครตจะครองเสียงข้างมากในทั้งสองสภา แต่พวกเขายังห่างไกลจากเสียงมากพอที่จะล้มการยับยั้งของประธานาธิบดีได้ ดังนั้นแม้จะผลักดันร่างกฎหมายใหม่ด้านสภาพภูมิอากาศหรือพลังงานสะอาด ก็ยังต้องอาศัยความร่วมมือจากทรัมป์ ซึ่งทำให้ขอบเขตของสิ่งที่ผ่านได้ในสภาค่อนข้างจำกัด
ประเด็นที่น่าจับตาในระยะสั้นคือการปฏิรูปขั้นตอนอนุญาตโครงการพลังงานหรือ permitting reform กลุ่มวุฒิสมาชิกจากสองพรรคเคยเสนอร่างกฎหมายเพื่อลดขั้นตอนและเร่งการอนุมัติโครงการพลังงานใหม่ โดยวุฒิสภามีกำหนดโหวตแพ็กเกจนี้ก่อนสภาชุดใหม่เข้ารับตำแหน่ง หากผ่านได้ ก็อาจกลายเป็นหนึ่งในไม่กี่พื้นที่ที่ยังพอหาจุดร่วมกันได้ แม้เดโมแครตอาจเลือกชะลอไปเจรจาใหม่ในปีหน้า
นอกจากกฎหมายแล้ว ผลเลือกตั้งยังเปิดทางให้เดโมแครตตรวจสอบหน่วยงานและคนของรัฐบาลทรัมป์ได้เข้มขึ้น พรรคเดโมแครตมีแนวโน้มใช้สิทธิ์เรียกพยานและสอบสวนเจ้าหน้าที่ระดับสูง รวมถึงโจมตีนโยบายของผู้บริหารอย่าง EPA ที่ถูกมองว่าลดบุคลากรและการลงทุนด้านสิ่งแวดล้อม
ในระดับรัฐและท้องถิ่น บทความมองว่านี่อาจเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญกว่าในเชิงปฏิบัติ เพราะเดโมแครตชนะการเมืองท้องถิ่นในเพนซิลเวเนียและประกาศแนวทางสนับสนุนพลังงานหมุนเวียนกับการลดก๊าซเรือนกระจก ขณะที่ในจอร์เจีย พรรคเดโมแครตได้คุมคณะกรรมการกำกับกิจการสาธารณูปโภคเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี ซึ่งมีอำนาจกำกับการขยายโครงข่ายไฟฟ้าโดยตรง
อีกประเด็นใหญ่คืออุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์และผลกระทบจาก AI เพราะมีคำถามลงประชามติระดับท้องถิ่นเกี่ยวกับดาต้าเซ็นเตอร์ถึง 41 รายการ และส่วนใหญ่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนคัดค้านหรือจำกัดการพัฒนาโครงการเหล่านี้ สะท้อนความกังวลเรื่องภาระต่อระบบไฟฟ้า การใช้พลังงาน และผลกระทบในพื้นที่
บทความยังระบุด้วยว่าผู้สมัครที่วิจารณ์ AI และดาต้าเซ็นเตอร์ทำผลงานได้ดีในหลายพื้นที่ เช่น เท็กซัส ซึ่งหากมีการออกกฎหมายชะลอการพัฒนาดาต้าเซ็นเตอร์จริง ก็อาจกระทบทั้งโครงข่ายไฟฟ้าและทิศทางการขยายตัวของอุตสาหกรรมนี้ในวงกว้าง สรุปแล้ว แม้ระดับชาติน่าจะยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงกฎหมายครั้งใหญ่ในทันที แต่สัญญาณจากรัฐและท้องถิ่นบอกชัดว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องการทิศทางใหม่ในนโยบายพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอย่างมาก


