Wildwood รีวิว: แอนิเมชันสต็อปโมชันอลังการของ Laika ที่ทั้งงดงามและมืดหม่น
Wildwood คือผลงานสต็อปโมชันแฟนตาซีฟอร์มใหญ่จาก Laika และผู้กำกับ Travis Knight ที่ดัดแปลงจากนิยายเล่มแรกของ Wildwood Chronicles โดยเรื่องราวติดตามเด็กหญิง Prue McKeel และ Curtis ที่ต้องออกเดินทางเข้า…

Wildwood คือผลงานสต็อปโมชันแฟนตาซีฟอร์มใหญ่จาก Laika และผู้กำกับ Travis Knight ที่ดัดแปลงจากนิยายเล่มแรกของ Wildwood Chronicles โดยเรื่องราวติดตามเด็กหญิง Prue McKeel และ Curtis ที่ต้องออกเดินทางเข้าสู่ป่ามหัศจรรย์ Wildwood เพื่อตามหา Mac น้องชายของ Prue ที่ถูกลักพาตัวไป ตัวหนังสร้างความประทับใจตั้งแต่ต้นด้วยงานภาพที่ละเอียดลึกและการออกแบบโลกที่มีชีวิตชีวา จนแทบลืมไปว่านี่คือแอนิเมชันสต็อปโมชัน ความทะเยอทะยานด้านงานสร้างทำให้ภาพของ Portland และอาณาจักรต่าง ๆ ในป่าแฟนตาซีดูน่าเชื่อถือและชวนดื่มด่ำมากเป็นพิเศษ
จุดแข็งที่สุดของหนังอยู่ที่ขนาดและความพิถีพิถันของโลกที่สร้างขึ้น Knight ใช้ความยาวหนังระดับ 131 นาทีเพื่อค่อย ๆ ขยายตำนาน สังคม และกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ของ Wildwood ให้แน่นแฟ้น แม้จะมีช่วงที่เดินเรื่องแบบทุ่มเทกับการอธิบายโลกมากกว่าปูพื้นตัวละคร แต่ภาพรวมกลับทำให้การเล่าเรื่องแบบ “เดินตามไปก่อนแล้วค่อยทำความเข้าใจ” ไม่รู้สึกติดขัดนัก หนังมีบรรยากาศใกล้เคียงงานพอร์ทัลแฟนตาซีคลาสสิกอย่าง Spirited Away, Labyrinth, The Chronicles of Narnia และ Coraline แต่ยังคงเอกลักษณ์ของ Laika ที่ชอบผลักขอบเขตของสต็อปโมชันให้ไปไกลกว่าเดิม
อีกด้านหนึ่ง Wildwood ไม่ได้อ่อนโยนอย่างที่หน้าตาชวนคิด แม้จะดูเหมือนผจญภัยสำหรับผู้ชมวัยเยาว์ แต่หนังมีความมืดและความรุนแรงพอสมควร เหตุการณ์ต่าง ๆ มีผลตามมาอย่างจริงจัง ตัวละครบาดเจ็บและมีคนตายจริง ทำให้โทนโดยรวมเข้มข้นจนสมกับเรต PG-13 มากกว่าจะเป็นหนังเด็กเบาสมอง ความจริงจังนี้ช่วยเพิ่มน้ำหนักให้ภารกิจของตัวละครและทำให้ความเสี่ยงในเรื่องรู้สึกจับต้องได้
อย่างไรก็ดี จุดที่หนังสะดุดคือการพัฒนาตัวละครหลัก โดยเฉพาะ Prue ที่แม้ Peyton Elizabeth Lee จะเล่นได้มีพลังและทำให้ตัวละครน่าติดตาม แต่บทกลับให้พื้นที่กับเธอไม่มากพอที่จะสร้างเอกลักษณ์ชัดเจน นอกเหนือจากบทบาทเด็กสาวที่ต้องชดใช้ความผิดและแบกรับความรับผิดชอบ ส่วน Curtis ของ Jacob Tremblay ใช้คอมเมดี้และเส้นทางจากเด็กธรรมดาไปสู่ฮีโร่ได้ดี แต่ช่วงที่หนังแยกเขาออกจาก Prue ไปเล่าเส้นเรื่องย่อยกับกลุ่มโจรฮีโร่ทำให้จังหวะโดยรวมแผ่วลงเล็กน้อย
ตัวร้ายอย่าง Alexandra ที่รับบทโดย Carey Mulligan เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่น่าสนใจที่สุดของเรื่อง เพราะแรงผลักดันจากความสูญเสียทำให้เธอดูมีมิติและน่าเชื่อถือมากกว่าการวางแผนชั่วร้ายของเธอเสียอีก Mulligan ถ่ายทอดความเปราะบางและความหม่นได้โดดเด่น และหนังใช้มุมมืดของตัวละครนี้สร้างภาพที่ชวนสะพรึงและต่างจากโทนสดใสของโลกส่วนใหญ่ได้ดี แม้จะมีความพยายามเชื่อมโยงเธอกับพ่อแม่ของ Prue ในช่วงท้าย แต่การปูพื้นเชิงธีมดังกล่าวยังไม่แนบเนียนพอที่จะทำให้การหักมุมทางอารมณ์ทรงพลังเต็มที่
สิ่งที่ช่วยยกระดับหนังอย่างมากคือทีมนักพากย์สมทบที่โดดเด่นและมีสีสัน ตั้งแต่ Mahershala Ali, Amandla Stenberg, Richard E. Grant, Tom Waits, Charlie Day ไปจนถึง Angela Bassett และ Awkwafina ซึ่งช่วยเติมบุคลิกให้ตัวละครสัตว์และสิ่งมีชีวิตในป่ามีชีวิตจริงและช่วยสร้างบรรยากาศของโลกได้อย่างมาก งานแอ็กชันก็ถูกออกแบบอย่างเร้าใจ มีทั้งฉากไล่ล่าและการต่อสู้ที่ใช้พื้นที่ในเฟรมอย่างชาญฉลาด ขณะที่ดนตรีของ Dario Marianelli ช่วยขับอารมณ์ด้วยเครื่องสายแนวโฟล์กและเสียงกีตาร์ที่ปรับตามสภาพแวดล้อมของเรื่อง
โดยรวมแล้ว Wildwood ถูกมองว่าเป็นงานแฟนตาซีแอนิเมชันที่งดงามยิ่งใหญ่และแสดงศักยภาพของสต็อปโมชันได้อย่างน่าทึ่ง แม้จะมีปัญหาเรื่องจังหวะและการสร้างตัวละครหลักให้จำติดหู แต่โลกของหนัง ความอลังการของงานฝีมือ และความกล้าที่จะจริงจังกับอารมณ์มืดหม่นก็ทำให้มันเป็นอีกผลงานที่สะท้อนมาตรฐานระดับสูงของ Laika ได้ชัดเจน


