Chris Carter เล่าจุดเชื่อมระหว่างเวอร์ชันผู้กำกับของ I Want to Believe กับหนังอินดี้เรื่องใหม่ Queens for a Day
Chris Carter ผู้สร้าง The X-Files กลับมามีผลงานในปี 2026 อย่างคึกคัก ทั้งการปล่อย Director’s Cut ของ The X-Files: I Want to Believe และการผลักดันหนังอินดี้ทุนตัวเองเรื่อง Queens for a Day เขาบอกว่าการ…

Chris Carter ผู้สร้าง The X-Files กลับมามีผลงานในปี 2026 อย่างคึกคัก ทั้งการปล่อย Director’s Cut ของ The X-Files: I Want to Believe และการผลักดันหนังอินดี้ทุนตัวเองเรื่อง Queens for a Day เขาบอกว่าการรื้อฟื้นงานเก่าไม่ได้เป็นแค่การแก้มือให้หนังปี 2008 แต่ยังเป็นช่วงเวลาที่ช่วยพาเขาไปสู่โปรเจ็กต์ใหม่ด้วย เพราะทั้งสองงานใช้ทีมงานบางส่วนร่วมกัน และช่วงเวลาในการตัดต่อและเตรียมงานก็ต่อเนื่องกันอย่างชัดเจน
Carter อธิบายว่าเวอร์ชันเดิมของ I Want to Believe ทำให้เขาไม่พอใจเพราะสตูดิโอเข้าไปปรับโทนหนังมากเกินไปจากสิ่งที่เขาตั้งใจจะทำ เขามองว่าหนังควรเป็นงานสยองขวัญที่อิงแนวคิดแบบ Frankenstein มากกว่าเป็นหนัง X-Files ทั่วไป และการได้กลับมาใส่สิ่งที่เขาต้องการลงไปใน Director’s Cut จึงมีความหมายมากสำหรับเขา แม้จะทราบดีว่าการลดบทบาทความสัมพันธ์ของ Mulder และ Scully อาจไม่ถูกใจแฟนบางกลุ่มก็ตาม
ส่วน Queens for a Day มีที่มาจากบทหนังที่ภรรยาของเขา Dori Carter เขียนไว้ตั้งแต่ราว 30 ปีก่อนแต่ไม่เคยถูกสร้าง จนกระทั่ง Carter ไปเจอบทเก่าในบ้านและชวนให้หยิบมาปัดฝุ่นใหม่ เขาเสนอให้ปรับเรื่องให้เข้ากับบรรยากาศการเมืองร่วมสมัยมากขึ้น โดยเปลี่ยนตัวเอกเป็นผู้จัดรายการข่าวฝั่งอนุรักษนิยมสาย MAGA ซึ่งช่วยผลักดันให้หนังกลายเป็นงานเสียดสีการเมืองที่ตรงกับยุคสมัยยิ่งขึ้น
โครงเรื่องของ Queens for a Day เล่าถึงผู้หญิงที่เกิดอุบัติเหตุแล้วตื่นขึ้นมาในร่างของแม่ตัวเองในยุค 1950s ทำให้เธอได้เห็นชีวิตของผู้หญิงในอีกยุคหนึ่งจากมุมมองที่ต่างออกไป Carter บอกว่าหนังตั้งใจสะท้อนทั้งความเข้าใจระหว่างแม่ลูก และผลของความขมขื่นส่วนตัวที่อาจลุกลามไปสู่บรรยากาศทางการเมืองที่เป็นพิษในวงกว้าง เขายังเปรียบโครงเรื่องกับ A Christmas Carol ของ Dickens ที่ตัวละครได้เห็นอดีต ปัจจุบัน และอนาคตเพื่อเปลี่ยนมุมมองชีวิต
Carter ยอมรับว่าหนังเรื่องใหม่นี้ทำให้หลายสตูดิโอและผู้จัดจำหน่ายถอยห่าง เพราะเนื้อหาและประเด็นการเมืองค่อนข้างแรง แต่เขายังพยายามหาช่องทางจัดจำหน่ายอยู่ต่อไป เขาอธิบายด้วยว่าภาษาแบบเปรียบเปรยได้รับอิทธิพลจาก Rod Serling และ The Twilight Zone ซึ่งเป็นแนวทางที่เปิดโอกาสให้เล่าเรื่องสังคมหรือการเมืองที่บางครั้งสื่อโดยตรงไม่ได้
โดยรวม บทสัมภาษณ์สะท้อนว่าคาร์เตอร์กำลังใช้ช่วงเวลานี้เพื่อรื้อฟื้นงานเก่าและสร้างงานใหม่ที่มีท่าทีชัดเจนด้านอุดมการณ์ ทั้งในแง่ของการกลับไปแก้ไขหนังที่เขาไม่เคยพอใจ และการสร้างผลงานอินดี้ที่ตอบสนองต่อสภาพการเมืองปัจจุบัน ขณะเดียวกันก็ชี้ให้เห็นว่าหนังของเขายังคงพึ่งพาภาษาการเล่าเรื่องแบบคลาสสิกผสมการเมืองร่วมสมัย เพื่อสื่อสารกับผู้ชมรุ่นใหม่และแฟนผลงานเดิมไปพร้อมกัน


