Call of Duty ทำรายได้สะสมทะลุ 4 หมื่นล้านดอลลาร์ กลายเป็นแฟรนไชส์เกมทำเงินอันดับต้นๆ
แฟรนไชส์ Call of Duty ทำสถิติใหม่ด้วยรายได้สะสมตลอดอายุซีรีส์ทะลุ 40,000 ล้านดอลลาร์ สะท้อนพลังของแบรนด์เกมยิงที่อยู่กับวงการมานานกว่า 20 ปี และยังคงเป็นหนึ่งในซีรีส์วิดีโอเกมที่ทำรายได้สูงที่สุดตลอด…

แฟรนไชส์ Call of Duty ทำสถิติใหม่ด้วยรายได้สะสมตลอดอายุซีรีส์ทะลุ 40,000 ล้านดอลลาร์ สะท้อนพลังของแบรนด์เกมยิงที่อยู่กับวงการมานานกว่า 20 ปี และยังคงเป็นหนึ่งในซีรีส์วิดีโอเกมที่ทำรายได้สูงที่สุดตลอดกาล ข่าวดังกล่าวถูกพูดถึงโดยผู้บริหารระดับสูงของ Xbox ซึ่งยกย่องความสำเร็จของทีมพัฒนาและขอบคุณผู้เล่นที่สนับสนุนมาโดยตลอด
เมื่อเทียบกับแฟรนไชส์เกมยักษ์ใหญ่อื่นๆ ตัวเลขนี้ทำให้ Call of Duty ยังตามหลังเพียงไม่กี่แบรนด์ระดับตำนานอย่าง Mario และ Pokémon แต่ก็สะท้อนว่าซีรีส์นี้กลายเป็นเครื่องจักรทำเงินขนาดมหึมาของอุตสาหกรรมเกม โดยเฉลี่ยแล้วสร้างรายได้หลายล้านดอลลาร์ต่อวันตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา
บทความชี้ว่าความสำเร็จของซีรีส์ไม่ได้มาจากเกมภาคเดียว แต่เกิดจากการทำงานต่อเนื่องของทีมพัฒนาหลายสตูดิโอ เช่น Infinity Ward, Treyarch, Sledgehammer Games และ Raven Software รวมถึงกลยุทธ์ออกเกมใหม่แทบทุกปี ซึ่งช่วยรักษากระแสความสนใจของผู้เล่นและต่อยอดรายได้อย่างสม่ำเสมอ
ในบรรดาภาคที่ขายดีที่สุด Black Ops 3 ยังคงครองตำแหน่งผู้นำด้วยยอดขายมากกว่า 43 ล้านชุด ตามมาด้วย Modern Warfare (2019) ที่ทำได้มากกว่า 41 ล้านชุด ขณะที่ Modern Warfare 2 (2022) ถูกยกเป็นภาคเปิดตัวที่ประสบความสำเร็จโดดเด่นที่สุด เพราะทำรายได้ 1,000 ล้านดอลลาร์ภายในเวลาเพียง 10 วัน และมียอดเล่นรวมสูงมากในช่วงเปิดตัว
อีกประเด็นที่ถูกเน้นคือภาค Modern Warfare 2 (2022) เป็นเกม Call of Duty เกมแรกที่กลับมาวางจำหน่ายบน Steam นับตั้งแต่ Call of Duty: WW2 ในปี 2017 หลังการเข้าซื้อกิจการ Activision Blizzard โดย Microsoft ซึ่งช่วยให้เกมเข้าถึงฐานผู้เล่นพีซีได้กว้างขึ้น และติดอันดับเกมที่มีผู้เล่นพร้อมกันสูงสุดบน Steam ในช่วงหนึ่ง
โดยรวมแล้ว การทะลุหลัก 40,000 ล้านดอลลาร์ตอกย้ำว่า Call of Duty ยังเป็นหนึ่งในซีรีส์ที่ทรงอิทธิพลที่สุดของวงการเกม ทั้งในแง่ยอดขาย ชุมชนผู้เล่น และความต่อเนื่องของโมเดลธุรกิจ และจากทิศทางปัจจุบัน ซีรีส์นี้ก็ยังมีแนวโน้มจะเดินหน้าทำสถิติใหม่ต่อไปอีกในอนาคต


