Capcom เดินหน้ากลยุทธ์สื่อผสมต่อ แม้หนัง Street Fighter เปิดตัวดีแต่รายได้ร่วงแรง
Capcom ออกมาชูความสำเร็จของภาพยนตร์ Street Fighter ในช่วงเปิดตัวสุดสัปดาห์แรก และยืนยันว่าจะเดินหน้ากลยุทธ์การใช้ประโยชน์จาก IP ของบริษัทให้กว้างขึ้นต่อไป ทั้งในรูปแบบสินค้าเมอร์ชันไดซ์ อีเวนต์ อีส…

Capcom ออกมาชูความสำเร็จของภาพยนตร์ Street Fighter ในช่วงเปิดตัวสุดสัปดาห์แรก และยืนยันว่าจะเดินหน้ากลยุทธ์การใช้ประโยชน์จาก IP ของบริษัทให้กว้างขึ้นต่อไป ทั้งในรูปแบบสินค้าเมอร์ชันไดซ์ อีเวนต์ อีสปอร์ต และสื่อบันเทิงอื่น ๆ รวมถึงภาพยนตร์อีกในอนาคต
รายงานนักลงทุนวันที่ 2 พฤศจิกายนของ Capcom ระบุว่าบริษัทมองว่าหนังเรื่องนี้ช่วยขยายการรับรู้ของแฟรนไชส์ในวงกว้างได้ดี ผ่านการโปรโมตทั่วโลก งานเปิดตัวภาพยนตร์ในญี่ปุ่นและสหรัฐฯ รวมถึงการทำงานร่วมกับเกมในเครือของบริษัท ทำให้ผลงานได้รับความสนใจในระดับสากล
อย่างไรก็ตาม ภาพรวมด้านรายได้ของหนังไม่ได้สดใสนัก เพราะหลังเปิดตัวได้แรง หนังกลับมียอดตกลงอย่างหนักในสัปดาห์ถัดมา โดยมีรายงานว่ารายได้ทั่วโลกอยู่ราว 91.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากทุนสร้างที่อ้างว่าอยู่ที่ 80 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่งผลให้ความเป็นไปได้ของภาคต่อถูกตั้งคำถาม แม้ยังไม่ถึงขั้นปิดประตูสำหรับโปรเจกต์ต่อไป
Capcom อธิบายว่ากลยุทธ์ “Single Content Multiple Usage” ที่ประกาศไว้ตั้งแต่รายงานบูรณาการปี 2023 คือแนวทางนำคอนเทนต์เกมที่เป็นทรัพย์สินหลักของบริษัทไปต่อยอดในหลายแพลตฟอร์มและหลายรูปแบบ ไม่ใช่แค่เกม แต่รวมถึงหนัง ละครเวที และสื่อที่ไม่ใช่เกม เพื่อขยายฐานผู้ชมและสร้างมูลค่าระยะยาวให้กับแบรนด์
ฝั่งคนทำงานในโปรเจกต์ภาพยนตร์เองก็ยังมีความหวังต่อการเดินหน้าภาคต่อ โดยมีนักแสดงบางส่วนเปิดเผยว่ามีการเซ็นสัญญาไว้หลายภาคตั้งแต่แรก ซึ่งสะท้อนว่าหนังถูกวางโครงให้ไปต่อได้ และเหตุการณ์ทิ้งปมท้ายเรื่องก็เป็นส่วนหนึ่งของแผนดังกล่าว
แม้เสียงตอบรับจากผู้ชมจะค่อนข้างดีในแง่ความบันเทิงและอารมณ์ขันของหนัง แต่กระแสวิจารณ์จากนักรีวิวออกมาไม่แรงเท่าไร โดย IGN ให้คะแนน 6/10 และมองว่าหนังมีพลังจากทีมนักแสดงและความบ้าพลังแบบสนุก ๆ แต่ยังจัดการโครงเรื่องและสมดุลขององค์ประกอบต่าง ๆ ได้ไม่ลงตัวนัก
โดยสรุป Capcom ดูจะไม่ถอยจากแผนดัน IP ของตัวเองสู่หลายสื่อ แม้ผลประกอบการของหนัง Street Fighter จะมีทั้งด้านบวกและด้านลบปะปนกันในทางธุรกิจ ซึ่งสะท้อนว่าเป้าหมายหลักของบริษัทอาจไม่ใช่แค่รายได้จากหนังเรื่องเดียว แต่เป็นการใช้ความสำเร็จของแบรนด์เพื่อสร้างโอกาสต่อยอดในระยะยาว


