รายงานชี้สายเคเบิลใต้น้ำของ Google และ Meta ในแปซิฟิกเสี่ยงถูกก่อวินาศกรรม
รายงานวิเคราะห์ใหม่เตือนว่าโครงข่ายสายเคเบิลใต้น้ำในมหาสมุทรแปซิฟิกที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตทั่วโลก โดยเฉพาะโครงการที่บริษัทสหรัฐอย่าง Google และ Meta ถือครองหรือร่วมลงทุน มีความเสี่ยงสูงต่อการถูกก่อ…

รายงานวิเคราะห์ใหม่เตือนว่าโครงข่ายสายเคเบิลใต้น้ำในมหาสมุทรแปซิฟิกที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตทั่วโลก โดยเฉพาะโครงการที่บริษัทสหรัฐอย่าง Google และ Meta ถือครองหรือร่วมลงทุน มีความเสี่ยงสูงต่อการถูกก่อวินาศกรรมหรือแทรกแซงจากปัจจัยเชิงยุทธศาสตร์ มากกว่าความเสียหายจากอุบัติเหตุทั่วไปที่มักเกิดจากอวนลาก สมอเรือ หรือภัยธรรมชาติใต้ทะเล
สาระสำคัญของรายงานคือการจับตาพฤติกรรมของจีนที่ถูกมองว่าเป็น “gray zone tactics” หรือการกระทำในพื้นที่ก้ำกึ่งระหว่างสันติภาพกับสงครามเต็มรูปแบบ โดยอ้างถึงกรณีเรือวิจัยของจีนที่ใช้เวลาอย่างผิดปกติในการสำรวจแนวสายเคเบิลใต้ทะเล รวมถึงเรือพาณิชย์ของจีนที่ถูกตรวจสอบในเหตุสายเคเบิลขาดทั้งในยุโรปและเอเชีย ทำให้ประเด็นนี้ถูกตีความว่ามีความเป็นไปได้ของการจงใจรวบรวมข่าวกรองหรือเตรียมปฏิบัติการแทรกแซงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
แม้ความเสียหายต่อสายเคเบิลส่วนใหญ่ยังคงมาจากอุบัติเหตุในชีวิตจริง เช่น การประมงแบบลากอวนหรือสมอเรือเกี่ยว แต่บริบททางภูมิรัฐศาสตร์ที่ตึงเครียดขึ้นทำให้กรณีที่ดูผิดปกติได้รับการตรวจสอบมากขึ้น นักวิเคราะห์เตือนว่าการตัดหรือรบกวนสายเคเบิลอาจเป็นเครื่องมือสร้างแรงกดดันโดยไม่ต้องเปิดศึกตรง ๆ ซึ่งเข้ากับรูปแบบการเผชิญหน้าแบบค่อยเป็นค่อยไปที่ไม่ถึงขั้นสงคราม
รายงานฉบับนี้มาจากคณะกรรมาธิการด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงสหรัฐ-จีน ซึ่งทำหน้าที่ให้คำปรึกษาต่อสภาคองเกรส และว่าจ้างสถาบันวิจัยในลอนดอนจัดทำการประเมิน ความน่าสนใจของรายงานอยู่ที่การชี้ให้เห็นว่าโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตที่ดูเงียบและอยู่ใต้ทะเล กลับกลายเป็นเป้าหมายสำคัญของการแข่งขันเชิงอำนาจระหว่างรัฐ โดยเฉพาะเมื่อแพลตฟอร์มและบริการของบิ๊กเทคพึ่งพาเครือข่ายสายเคเบิลเหล่านี้อย่างมาก
สำหรับวงการเทคโนโลยีและผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต ประเด็นนี้สะท้อนว่า “ความมั่นคงของโครงข่าย” กำลังมีความสำคัญพอ ๆ กับความเร็วหรือความจุของระบบ เพราะความเสียหายเพียงจุดเดียวอาจกระทบต่อการรับส่งข้อมูลระหว่างทวีป การให้บริการคลาวด์ และบริการดิจิทัลจำนวนมากได้ในวงกว้าง


