Cupertino ซีรีส์ CBS ที่หยิบกระแสต้านเทคมาถ่ายทอดได้ลงตัว
บทความวิจารณ์ซีรีส์ “Cupertino” ของ CBS ว่าเป็นผลงานที่เริ่มต้นอย่างเก้ ๆ กัง ๆ เล็กน้อย เพราะการนำประเด็นต่อต้านเทคโนโลยีและวัฒนธรรมซิลิคอนวัลเลย์มาใส่ในโครงสร้างซีรีส์แนว procedural ของช่องบรอดคาสต์…

บทความวิจารณ์ซีรีส์ “Cupertino” ของ CBS ว่าเป็นผลงานที่เริ่มต้นอย่างเก้ ๆ กัง ๆ เล็กน้อย เพราะการนำประเด็นต่อต้านเทคโนโลยีและวัฒนธรรมซิลิคอนวัลเลย์มาใส่ในโครงสร้างซีรีส์แนว procedural ของช่องบรอดคาสต์ดูเป็นการจับคู่ที่ไม่ค่อยคาดคิดนัก แต่เมื่อเรื่องเดินหน้าไป ซีรีส์กลับค่อย ๆ หา “จังหวะ” ของตัวเองได้ และใช้ความแปลกของยุคสมัยนี้มาเป็นแกนเล่าเรื่องได้อย่างมีประสิทธิภาพ
แกนสำคัญของซีรีส์คือการสะท้อนความรู้สึกอึดอัดและหมดหนทางของผู้คนต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในโลกเทคโนโลยี โดยไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในพื้นที่ซานฟรานซิสโกหรือวงการสตาร์ตอัปเท่านั้น แต่ขยายไปถึงบรรยากาศทางสังคมที่ผู้คนจำนวนมากรู้สึกว่าตามไม่ทันสิ่งใหม่ ๆ ที่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง
บทความระบุว่า “Cupertino” หยิบแรงบันดาลใจจากเหตุการณ์และกระแสจริงหลายเรื่องในแวดวงเทคมาแปลงเป็นเรื่องแต่งแบบประชดประชัน เช่น กลุ่มแนวคิดสุดโต่งอย่าง Zizians, ตลาดพนันการเมืองอย่าง Polymarket, ความหมกมุ่นกับรูปลักษณ์ของ Jeff Bezos, ประเด็นการใช้เสียงของ Scarlett Johansson โดย OpenAI และการถกเถียงเรื่องการตั้งกรอบกำกับ AI สิ่งเหล่านี้ถูกนำมาผสมเป็นภาพสะท้อนของยุคที่เทคโนโลยีเดินหน้าเร็วกว่ากฎเกณฑ์และความเข้าใจของสังคม
จุดที่น่าสนใจตามบทวิจารณ์คือ ซีรีส์ใช้รูปแบบโทรทัศน์แบบดั้งเดิมอย่างบรอดคาสต์ทีวี ซึ่งดูเหมือนจะล้าสมัยไปแล้วในสายตาหลายคน กลับกลายเป็นเครื่องมือที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับเล่าเรื่องเทคโนโลยีและแรงต้านเทคในแบบที่เข้าถึงผู้ชมวงกว้าง ไม่ใช่แค่คนในอุตสาหกรรมเท่านั้น
โดยรวมแล้ว บทความมองว่า “Cupertino” คือซีรีส์ที่อาจไม่ได้มีรูปลักษณ์ทันสมัยแบบงานสตรีมมิงหรือดราม่าเทคระดับพรีเมียม แต่กลับใช้ข้อจำกัดของตัวเองมาสร้างพลังในการวิพากษ์โลกเทคโนโลยีได้ดี และชี้ให้เห็นว่าความสับสน หวาดระแวง และความรู้สึกไร้อำนาจต่อการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีนั้น กลายเป็นประเด็นร่วมสมัยที่เข้าถึงคนดูได้กว้างกว่าที่คิด


