ทิม สวีนีย์มองแผน EU จำกัดโซเชียลเด็กต่ำกว่า 13 ปีว่าเป็นหายนะต่อคนรุ่นใหม่
ทิม สวีนีย์ ซีอีโอของ Epic Games ออกมาแสดงความเห็นคัดค้านแผนของสหภาพยุโรปที่เตรียมจำกัดการใช้โซเชียลมีเดียของเด็กและเยาวชน โดยเฉพาะข้อห้ามแบบครอบคลุมสำหรับผู้ที่อายุต่ำกว่า 13 ปี เขามองว่ามาตรการนี้จะ…

ทิม สวีนีย์ ซีอีโอของ Epic Games ออกมาแสดงความเห็นคัดค้านแผนของสหภาพยุโรปที่เตรียมจำกัดการใช้โซเชียลมีเดียของเด็กและเยาวชน โดยเฉพาะข้อห้ามแบบครอบคลุมสำหรับผู้ที่อายุต่ำกว่า 13 ปี เขามองว่ามาตรการนี้จะส่งผลเสียร้ายแรงต่อคนรุ่นใหม่ เพราะอาจไปขวางพัฒนาการด้านความคิดสร้างสรรค์ การแสดงออก และโอกาสในการเป็นผู้สร้างสรรค์งานดิจิทัลในอนาคต
ร่างกฎหมายดังกล่าวมีชื่อว่า EU KIDS Act ซึ่งย่อมาจาก Keeping Internet Digital Spaces Accountable and Trustworthy จุดสำคัญคือห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปีมีบัญชีโซเชียลมีเดียโดยตรง แต่ยังเปิดช่องให้มีบริการวิดีโอที่ออกแบบสำหรับเด็กได้ หากใช้งานผ่านบัญชีของพ่อแม่หรือผู้ปกครอง สำหรับช่วงอายุ 13–15 ปี ระบบจะอนุญาตให้ใช้งานภายใต้การกำกับดูแลของผู้ปกครอง พร้อมข้อจำกัดด้านฟีเจอร์และเวลาหน้าจอ ส่วนวัย 15 ปีขึ้นไปจึงสามารถสร้างบัญชีแบบอิสระได้ แม้ยังย้ำว่าคำแนะนำจากผู้ปกครองมีความสำคัญ
เป้าหมายของกฎหมายคือการผลักให้แพลตฟอร์มค่อย ๆ เปิดใช้งานแบบปลอดภัยตามวัย แทนที่จะปล่อยให้เด็กเข้าไปใช้บริการออนไลน์แบบเสรีทันที นอกจากโซเชียลมีเดียแบบดั้งเดิมแล้ว ข้อบังคับยังครอบคลุมแพลตฟอร์มวิดีโอ เกมออนไลน์ แชตบอตหรือคู่สนทนาเอไอ รวมถึงแอปสโตร์และระบบปฏิบัติการ ขณะที่บริการอย่างสารานุกรมออนไลน์ แพลตฟอร์มการศึกษา และสื่อข่าวดิจิทัลจะได้รับการยกเว้น
อูร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ให้เหตุผลว่าปัจจุบันเด็ก ๆ กำลังเผชิญกับเทคโนโลยีที่ซับซ้อนมากและไม่ได้ถูกสร้างมาโดยคำนึงถึงสวัสดิภาพของพวกเขา จึงต้องเปลี่ยนภาระการพิสูจน์ความปลอดภัยไปอยู่ที่แพลตฟอร์ม พร้อมดึงผู้ปกครองกลับมาเป็นศูนย์กลางในการกำกับการใช้งานของลูกในโลกออนไลน์
สวีนีย์โต้แย้งว่ามุมมองแบบนี้เป็นการมองข้ามคุณค่าของเครื่องมือดิจิทัลในยุคปัจจุบัน เขาเปรียบเทียบแอปและเกมสมัยใหม่กับพู่กันหรือบ้านไม้เล่นของเด็กในอดีต โดยยกตัวอย่างฟีเจอร์สร้างสรรค์ใน Fortnite และ Roblox ว่าเป็นพื้นที่ที่เปิดให้คนทั่วไปเข้ามาเป็นผู้สร้างคอนเทนต์ได้ ไม่ใช่แค่ผู้บริโภค เขามองว่าหากนักการเมืองเข้ามาจำกัดมากเกินไป ก็อาจเท่ากับตัดโอกาสด้านความคิดสร้างสรรค์ของเยาวชนไป
อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนต้นทางชี้ว่าแม้ข้อกังวลเรื่องการเติบโตเชิงสร้างสรรค์จะมีน้ำหนัก แต่ปัญหาที่ใหญ่กว่าอาจเป็นเรื่องความปลอดภัย ความเป็นส่วนตัว และความยากในการบังคับใช้กฎ โดยเฉพาะเมื่อมาตรการครอบคลุมหลายประเภทบริการและต้องอาศัยการยืนยันอายุที่เข้มงวด อีกทั้งยังไม่มีหลักประกันว่ากฎหมายจะบรรลุเป้าหมายได้จริง
EU KIDS Act ยังไม่ถือว่าใช้บังคับแน่นอน เพราะต้องผ่านกระบวนการนิติบัญญัติในรัฐสภายุโรปและสภายุโรปก่อน แต่ด้วยแนวโน้มในหลายประเทศที่เริ่มจำกัดโซเชียลมีเดียสำหรับเด็กและกำหนดระบบตรวจสอบอายุมากขึ้น ทำให้ร่างกฎหมายนี้มีโอกาสถูกผลักดันต่ออย่างจริงจัง และกลายเป็นประเด็นถกเถียงสำคัญระหว่างความปลอดภัยของเด็กกับเสรีภาพในการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัล


