ผู้กำกับ Final Fantasy VII Revelation เผยแนวคิดปิดไตรภาคที่เน้นอิสระและการตัดสินใจของผู้เล่น

Final Fantasy VII Revelation คือบทสรุปของโปรเจ็กต์รีเมก Final Fantasy VII ของ Square Enix ที่เริ่มจาก Remake ในปี 2020 และต่อด้วย Rebirth ในปี 2024 โดยทีมงานมองว่านี่ไม่ใช่แค่การปิดเรื่องราว แต่เป็นการยกระดับประสบการณ์ของทั้งซีรีส์ให้สมบูรณ์ในฐานะไตรภาค AAA ที่ใช้เวลาพัฒนาต่อเนื่องหลายปี
IGN ได้พูดคุยกับ Naoki Hamaguchi ผู้กำกับ และ Teruki Endo ผู้ออกแบบระบบต่อสู้ หลังได้ทดลองเล่นเกมราวสองชั่วโมง ประเด็นหลักคือการทำให้ภาคสุดท้ายยังสดใหม่ แม้หลายพื้นที่จะเป็นแผนที่เดิมจาก Rebirth ทีมงานยืนยันว่าจะมีเควสต์ย่อยและคอนเทนต์เสริมใหม่ทั้งหมด พร้อมการเปลี่ยนแปลงของภูมิประเทศจากเหตุการณ์ในเนื้อเรื่อง โดยเฉพาะผลกระทบจากอุกกาบาตที่ลอยค้างอยู่เหนือโลก ทำให้ฉากเดิมดูแตกต่างจากภาคก่อน
ในเชิงการสำรวจโลก Hamaguchi อธิบายว่า Rebirth เน้น “ความกว้าง” ของโลกแบบโอเพนเวิลด์ ส่วน Revelation จะเพิ่ม “ความลึก” ในแนวตั้งมากขึ้น ผู้เล่นสามารถใช้ Highwind และช็อกโกโบที่บินหรือกระโดดสูงเพื่อเดินทางและดิ่งลงสู่พื้นที่ต่าง ๆ ได้อย่างอิสระ แนวทางนี้ทำให้การกลับไปสำรวจพื้นที่เดิมมีความรู้สึกต่างออกไป เพราะการเข้าถึงและมุมมองของผู้เล่นเปลี่ยนไปจากเดิม
เขายอมรับว่าการออกแบบระบบนี้เป็นความท้าทายสำคัญ เพราะทีมต้องคิดใหม่ว่าจะทำให้การลงจอดของ Highwind ดูเป็นธรรมชาติในโลกกราฟิกสมจริงได้อย่างไร สุดท้ายจึงเลือกใช้แนวคิดการร่อนลงด้วยร่มชูชีพแทนการลงจอดแบบเกมดั้งเดิม ซึ่งช่วยให้การเปลี่ยนจากการบินสู่ภาคพื้นดินลื่นไหลกว่าเดิม และยังสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้เล่นยุคใหม่ที่คุ้นเคยกับภาพลักษณ์แบบนี้จากเกมสมัยใหม่อย่าง Fortnite
ด้านระบบต่อสู้ Endo ระบุว่าทีมมองว่าโครงสร้างการสู้ใน Rebirth นั้นดีและสมบูรณ์อยู่แล้ว จึงไม่ได้ตั้งเป้าจะรื้อใหม่ แต่เลือกขยายสิ่งที่มีอยู่ให้ผู้เล่นมีทางเลือกและการปรับแต่งมากขึ้น แนวคิดนี้สะท้อนผ่านระบบ FITS และการเพิ่มความสามารถของช็อกโกโบในการเข้าร่วมต่อสู้ แทนที่จะเปลี่ยนระบบหลักแบบสุดโต่ง
อีกแกนสำคัญของภาคนี้คือ “resolve” หรือความแน่วแน่ ซึ่งผู้กำกับอธิบายว่าเป็นธีมที่ไม่ได้อยู่แค่ในเนื้อเรื่อง แต่ยังแทรกอยู่ในรูปแบบการเล่นด้วย ทีมต้องการให้ผู้เล่นมีอิสระในการเลือกว่าจะควบคุมตัวละครใด ใช้ทางเลือกไหนในเควสต์ย่อย และรับมือกับสถานการณ์อย่างไร โดยมองว่านี่เป็นการดึงเสน่ห์ของ Final Fantasy VII ภาคดั้งเดิมกลับมาในบริบทของเกมยุคใหม่
โดยรวม บทสัมภาษณ์สะท้อนว่า Square Enix กำลังใช้ Revelation เป็นภาคที่รวมทั้งการขยายขอบเขตโลก การเพิ่มความยืดหยุ่นในการเล่น และการออกแบบให้ผู้เล่นรู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้กำหนดเส้นทางมากขึ้น ในฐานะบทสรุปของไตรภาค นี่จึงไม่ใช่แค่การเล่าเรื่องให้จบ แต่เป็นความพยายามยกระดับทั้งระบบสำรวจและการต่อสู้ให้เป็นบทปิดที่สมศักดิ์ศรีของแฟรนไชส์


