Final Fantasy Resonance โชว์พลังภาพ HD-2D และระบบ Visions ในพรีวิวล่าสุด
IGN รายงานความประทับใจจากการลองเล่นเดโมของ Final Fantasy Resonance ซึ่งถูกมองว่าอาจเป็นเกมสไตล์ HD-2D ที่สวยที่สุดเท่าที่เคยมีมา ภาพรวมของงานศิลป์ได้รับคำชมอย่างมาก ทั้งบรรยากาศบนแผนที่โลก การ…

IGN รายงานความประทับใจจากการลองเล่นเดโมของ Final Fantasy Resonance ซึ่งถูกมองว่าอาจเป็นเกมสไตล์ HD-2D ที่สวยที่สุดเท่าที่เคยมีมา ภาพรวมของงานศิลป์ได้รับคำชมอย่างมาก ทั้งบรรยากาศบนแผนที่โลก การเคลื่อนไหวของเมฆ แสง ลม และการผสานตัวละครเข้ากับฉากที่ดูลงตัวกว่าหลายเกมในแนวเดียวกัน โดยผู้เขียนระบุว่ารูปลักษณ์ของเกมทำให้รู้สึกทั้งคุ้นเคยและสดใหม่ในเวลาเดียวกัน
อีกจุดที่เด่นคือดนตรีประกอบ ซึ่งถูกบรรยายว่าไพเราะและทรงพลัง โดยเฉพาะธีมตอนขี่ช็อกโบะและเพลงต่อสู้ที่ทำให้การสำรวจและการเข้าดันเจียนมีชีวิตชีวา การพรีวิวเน้นว่าเพลงของเกมไม่ได้เป็นแค่ฉากหลัง แต่ช่วยยกระดับอารมณ์และทำให้บรรยากาศแบบ Final Fantasy ชัดเจนมากขึ้น
ในด้านเกมเพลย์ ระบบต่อสู้เป็นแบบเทิร์นเบสและให้ความรู้สึกคล้าย Final Fantasy X มากกว่าระบบ ATB แบบเก่า ผู้เล่นมีปาร์ตี้ 4 คน ได้แก่ Rain, Lasswell, Fina และ Lid ซึ่งแต่ละคนมีบทบาทและสไตล์การเล่นต่างกัน ทั้งการโจมตี การฮีล และการสนับสนุนทีม จุดที่ทำให้เกมแตกต่างคือระบบ Visions ที่เปิดให้ตัวละครเรียกพลังหรือคู่หูจากภาคก่อน ๆ มาสวมใส่และใช้สกิลเฉพาะตัวในสนามรบ
พรีวิวชี้ว่า Visions ไม่ได้ทำหน้าที่แค่เป็นแฟนเซอร์วิส แต่ยังมีผลต่อกลยุทธ์จริง เพราะแต่ละ Vision มีความสามารถเฉพาะ เช่น การโจมตีด้วยท่าประจำตัวหรือการใช้เวทมนตร์ ทำให้การจัดทีมและการเลือกคู่หูมีน้ำหนักมากขึ้น ระบบนี้ยังช่วยให้การต่อสู้มีจังหวะเร้าใจขึ้น โดยเฉพาะเมื่อผสานกับเกจ Stagger ที่เปิดโอกาสให้โจมตีชุดใหญ่และเรียกท่า Resonance ออกมาเป็นฉากคัตซีน 3 มิติที่อลังการ
ช่วงท้ายของเดโม ผู้เขียนได้สู้กับบอส Aether ซึ่งเป็นการทดสอบความเข้าใจระบบต่อสู้แบบจริงจังที่สุดของเดโม และพบว่าศัตรูค่อนข้างท้าทาย มีการเรียกมอนสเตอร์เสริมและกดดันทีมพอสมควร แต่ผู้เล่นยังสามารถเอาชนะได้ด้วยการใช้เวทป้องกัน การโจมตีธาตุให้ถูกจุด และการเตรียมไอเทมฟื้นฟูอย่างเพียงพอ รวมถึงได้เห็นซัมมอนอย่าง Siren และท่าไม้ตายของตัวละครแต่ละคนเป็นครั้งแรก
โดยรวม IGN มองว่า Final Fantasy Resonance กำลังพยายามบาลานซ์ระหว่างการคารวะตำนานของซีรีส์กับการสร้างทิศทางใหม่ของตัวเอง และจากเวลาที่ได้ลองเล่นประมาณหนึ่งชั่วโมง เกมทำได้ดีทั้งด้านภาพ เสียง และระบบต่อสู้ ส่วนการอ้างอิงตัวละครจากภาคก่อน ๆ ถูกมองว่าเป็นโบนัสที่ทำให้แฟนซีรีส์ยิ่งอินมากขึ้น ขณะเดียวกันบทสรุปของพรีวิวยังสะท้อนว่าเกมยังต้องพิสูจน์ตัวเองต่อไป แต่จุดเริ่มต้นนั้นน่าประทับใจมาก


