รีวิว Forgotten Island: แอนิเมชันผจญภัยแฟนตาซีที่ผสานมิตรภาพกับตำนานฟิลิปปินส์
Forgotten Island เป็นภาพยนตร์แอนิเมชันเรื่องใหม่ของผู้กำกับโจเอล ครอว์ฟอร์ด และ ฌานุเอล เมร์คาโด ซึ่งเคยร่วมงานกันใน Puss in Boots: The Last Wish มาก่อน โดยครั้งนี้พวกเขากลับมาพร้อมผลงานที่ผสมความเป็น…

Forgotten Island เป็นภาพยนตร์แอนิเมชันเรื่องใหม่ของผู้กำกับโจเอล ครอว์ฟอร์ด และ ฌานุเอล เมร์คาโด ซึ่งเคยร่วมงานกันใน Puss in Boots: The Last Wish มาก่อน โดยครั้งนี้พวกเขากลับมาพร้อมผลงานที่ผสมความเป็นส่วนตัวเข้ากับจินตนาการแฟนตาซีได้อย่างลงตัว หนังมีกำหนดฉายในโรงภาพยนตร์วันที่ 25 กันยายน และถูกมองว่าเป็นงานที่ทำได้ทั้งอบอุ่น เข้าถึงง่าย และมีพลังทางภาพสูงกว่ามาตรฐานหนังครอบครัวทั่วไป
เรื่องราวโฟกัสที่โจและไรซา เพื่อนสนิทตั้งแต่วัยเด็กที่เพิ่งจบไฮสคูล โดยไรซากำลังจะย้ายจากฟิลิปปินส์ไปอเมริกาเพื่อเรียนต่อที่ Caltech ก่อนคืนสุดท้ายของการแยกจากกัน ทั้งคู่กลับถูกพาไปยัง “นาคาลี” ดินแดนลึกลับที่เต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตจากตำนานพื้นบ้านฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นเรื่องที่โลลา ฟาติมา คุณยายผู้ล่วงลับของโจเคยเล่าไว้ ความพิเศษของพล็อตอยู่ที่ระหว่างการเดินทางกลับบ้าน พวกเธอต้องไขปริศนาช่วงเวลา 12 ชั่วโมงที่หายไปจากความทรงจำ ซึ่งกลายเป็นทั้งแกนลึกลับและกลไกตลกสำคัญของเรื่อง
หนังใช้เวลาไม่นานในการทำให้ผู้ชมผูกพันกับโจและไรซา ตั้งแต่ช่วงย้อนเล่าวัยเด็กที่แสดงให้เห็นว่าพวกเธอแตกต่างกันแต่เข้ากันได้ดี คนหนึ่งเป็นสายห่ามและชอบเสี่ยง อีกคนเป็นสายวิทย์และมีเหตุผล แต่ทั้งคู่มีความหลงใหลร่วมกันในเรื่องประหลาด มืดหม่น และเหนือจริง จุดนี้ถูกนำเสนอด้วยมุกตลกที่เล่นได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ พร้อมยืนยันแนวคิดว่ามิตรภาพที่แข็งแรงไม่จำเป็นต้องเกิดจากความเหมือนกันทั้งหมด แค่มีคนที่เข้าใจโลกในแบบเดียวกันก็เพียงพอ
อีกจุดเด่นคือการออกแบบโลกและตัวละครในนาคาลีที่มีความหลากหลายและน่าจดจำ ตั้งแต่ Raww มนุษย์หมาป่าร่างสุนัขที่คอยนำทาง ไปจนถึงตัวละครแปลกตาอย่าง Bungi, Batiba, Mermahn และ King Truffle Wuffle ซึ่งแต่ละตัวมีบทบาทต่อเส้นเรื่องและบรรยากาศโดยรวม หนังยังเพิ่มความน่ากลัวผ่านตัวร้าย Manang สิ่งมีชีวิตจากตำนาน Manananggal ที่ถูกวาดให้ทั้งน่าหวั่นและน่าขนลุกอย่างชัดเจน โดยผู้กำกับไม่ลังเลที่จะผลักความมืดของตัวร้ายให้เกินกว่าหนังแอนิเมชันครอบครัวทั่วไป
ด้านอารมณ์และโทนเรื่อง Forgotten Island ได้รับคำชมว่าเล่าเรื่องได้ลื่นไหลและคุมจังหวะได้ดี โดยเฉพาะการสลับระหว่างฉากตลกกับฉากผจญภัยและความสยองเล็ก ๆ ได้อย่างกลมกลืน บางช่วงยังมีพลังและความเร็วแบบเดียวกับ Scott Pilgrim vs. The World ขณะเดียวกันก็แฝงรายละเอียดชวนขำจากหลักฐานของคืนที่ความทรงจำหายไป เช่น เสื้อผ้าแปลก ๆ การโกนผมครึ่งหัวของไรซา ปีกประหลาดที่ติดอยู่บนหลัง และรอยสักคู่ที่โจกับ Raww ไปได้มาจากเหตุการณ์ก่อนหน้า
สิ่งที่ทำให้หนังโดดเด่นไม่ใช่แค่แฟนตาซีหรือมุกตลก แต่คือการนำวัฒนธรรมฟิลิปปินส์มาสอดแทรกอย่างเป็นธรรมชาติ ทั้งในชีวิตประจำวันของตัวละครและในโลกของตำนานพื้นบ้าน ทำให้เรื่องราวมีทั้งความเฉพาะตัวและเปิดรับคนดูที่ไม่คุ้นกับบริบทนี้มาก่อน หนังพยายามสื่อว่าความทรงจำร่วมกันและประวัติของมิตรภาพมีความหมายต่อการเป็นตัวเราในปัจจุบันเพียงใด จนแก่นกลางของเรื่องกลายเป็นมากกว่าแค่การผจญภัยในโลกแฟนตาซี แต่เป็นการสำรวจว่าการเติบโตและการจากลากันจะเปลี่ยนความสัมพันธ์ที่เรารักไปอย่างไร


