คามิยะไม่สนศึกแผ่นกับดิจิทัล ชี้สิ่งสำคัญคือการอนุรักษ์เกมให้คนรุ่นหลังเล่นได้
ฮิเดกิ คามิยะ ผู้สร้างผลงานเกมชื่อดังอย่าง Bayonetta และผู้กำกับ Resident Evil 2 แสดงความเห็นต่อประเด็นที่วงการเกมถกเถียงกันมานานเรื่อง “แผ่นจริง” กับ “ดิจิทัล” โดยระบุว่าเขาไม่ได้ยึดติดกับรูปแบบการ…

ฮิเดกิ คามิยะ ผู้สร้างผลงานเกมชื่อดังอย่าง Bayonetta และผู้กำกับ Resident Evil 2 แสดงความเห็นต่อประเด็นที่วงการเกมถกเถียงกันมานานเรื่อง “แผ่นจริง” กับ “ดิจิทัล” โดยระบุว่าเขาไม่ได้ยึดติดกับรูปแบบการจำหน่ายเกมมากนัก เพราะในชีวิตประจำวันเขาซื้อเกมแบบดิจิทัลทั้งหมดอยู่แล้ว จึงมองว่าทิศทางของอุตสาหกรรมกำลังเดินมาสู่จุดนี้ตามธรรมชาติ
ประเด็นที่คามิยะให้ความสำคัญมากกว่าคือ “การรักษาเกมไว้ให้คนรุ่นต่อไป” เขาต้องการให้เจ้าของลิขสิทธิ์และผู้ถือครองทรัพย์สินทางปัญญารับผิดชอบต่อการทำให้เกมยังเข้าถึงและเล่นได้ในอนาคต ไม่ว่าจะออกมาในรูปแบบแผ่นหรือดิจิทัลก็ตาม สำหรับเขา สิ่งสำคัญไม่ใช่ว่าจะเก็บเกมไว้บนสื่อแบบใด แต่คือเกมเหล่านั้นยังไม่สูญหายและยังมีให้ผู้เล่นในอนาคตได้สัมผัสจริง
เขายังชี้ให้เห็นปัญหาของอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นมานานแล้ว นั่นคือเกมคลาสสิกจำนวนมากไม่สามารถเล่นบนฮาร์ดแวร์สมัยใหม่ได้โดยตรง ทำให้ทั้งผู้เล่นรุ่นใหม่และแฟนเก่าบางส่วนเข้าถึงผลงานเหล่านั้นไม่ได้อีกต่อไป คามิยะมองว่านี่ไม่ใช่แค่เรื่องของการเล่นเกม แต่ยังเกี่ยวข้องกับการรักษาวัฒนธรรมเกมและประวัติศาสตร์ของสื่อแขนงนี้ไว้ด้วย
บทสัมภาษณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสความกังวลเกี่ยวกับแผนของ PlayStation ที่จะยุติการผลิตแผ่นเกมฟิสิคัลในอนาคต ซึ่งยิ่งทำให้ประเด็นดิจิทัลล้วนถูกจับตามองมากขึ้น อย่างไรก็ตาม คามิยะไม่ได้ออกมาโจมตีแนวทางดังกล่าวโดยตรง แต่สะท้อนมุมมองที่ค่อนข้าง прагmatic ว่าอุตสาหกรรมควรโฟกัสเรื่องการเข้าถึงและการคงอยู่ของเกมมากกว่าการยึดติดกับสื่อบันทึกเพียงรูปแบบเดียว
รายงานยังโยงไปถึงแนวโน้มในตลาดเกมช่วงหลายปีที่ผ่านมา ที่ค่ายเกมจำนวนมากนำผลงานเก่ากลับมาวางจำหน่ายใหม่บนแพลตฟอร์มปัจจุบัน หรือไม่ก็รีเมกกันอย่างจริงจัง แนวทางนี้ช่วยเปิดทางให้เกมเก่าเข้าถึงผู้เล่นรุ่นใหม่ได้ง่ายขึ้น และทำให้แฟนรุ่นเดิมกลับมาเล่นได้โดยไม่ต้องพึ่งอุปกรณ์เก่า ๆ ที่หายาก
นอกจากนี้ ยังมีขบวนการจากฝั่งผู้เล่นและองค์กรด้านอนุรักษ์เกมที่พยายามผลักดันให้เกมไม่ถูกปิดตายเมื่อยุติการสนับสนุน เช่น กลุ่ม Stop Killing Games และ Video Game History Foundation ซึ่งมุ่งปกป้องทั้งสิทธิผู้บริโภคและมรดกทางวัฒนธรรมของวิดีโอเกม ความเห็นของคามิยะจึงสอดคล้องกับทิศทางใหญ่ของวงการที่เริ่มยอมรับว่า “การเก็บรักษาเกมให้เล่นได้ต่อไป” เป็นโจทย์สำคัญพอ ๆ กับการขายเกมในปัจจุบัน


